[EWAW] OC Spectrum meme

posted on 04 Jan 2016 00:07 by saixmedrik in EWAW

 

       จริงๆมีมอันนี้ทำมาตั้งแต่ก่อนจบปี 2014 เสียอีกแต่ไม่ได้เอาลงที่ไหนเพราะตัวมีมเปล่าๆมันเป็นภาษาอังกฤษ ศัพท์บางตัวเกรงว่าจะตีความกันไม่ถูกเลยคิดว่าจะแปลไทยก่อนค่อยเอามาลง.....ก็เพิ่งจะแปลมันในปี 2016 นี่ละครับ Orz

Templateเปล่ามีมอันนี้ เป็นภาษาอังกฤษ - http://www.deviantart.com/art/OC-Spectrum-Meme-BLANK-276918754

 

       ***ในบางข้อ บางคนที่ล้นออกมาทางเหลืองแต่จริงๆอยู่ในระดับสีเขียวก็มี แต่เพราะมันยัดกันลงไปเยอะเลยโดนดันออกมาตรงกลางๆ เช่น ข้อ- เพศ(กายภาพ) / เพศ(จิตใจ) / ถนัด  ...ข้อที่นอกเหนือจากนี้ คนที่อยู่ตรงเหลืองๆหรือเหลืองกึ่งเขียวก็คืออยู่ระดับนั้นจริงๆ

@ewaw_beograd @ewaw_iveta @ewaw_vRyck @ewaw_kk @ewaw_kn @ewaw_osijek @ewaw_yaroslavl

 

       .......ก็ไม่รู้ว่าลองทำมีมอันนี้มาให้ดูว่าใครเป็นยังไงแล้วจะทำให้เข้าใจคาร์มากกว่าเดิมหรืองงหนักกว่าเดิมแน่ 55555

EWAW fic - Bonded[unevitably/unwanted]

posted on 31 Dec 2014 19:29 by saixmedrik in EWAW
 
 เอนทรี่นี้เขียนถึงตัวละครซึ่งเป็นส่วนนึงของคอมมู
 

 
 คำเตือนสักเล็กน้อยจากที่บล็อกคอมมู... 
 
 "จุดมุ่งหมายของคอมมูนิตี้นี้คือการได้รับความสนุกสนานและแฝงด้วยความรู้จากข้อมูลของแต่ละเมืองรวมถึงประเทศตามลักษณะ ของ Himaruya Hidekaz ผู้สร้าง Axis Powers Hetalia ซึ่งทางเราไม่ได้ต้องการให้เกิดดราม่าหรือสิ่งอื่นใด 
 
 หากท่านไม่ชมชอบคอมมูนิตี้นี้ โปรดวางตัวเฉยแล้วกด x ออกจากหน้าบล็อกเลยนะคะ" 
 
 
 
::Bonded[unevitably/unwanted]::

Main EWAW Characters:: Beograd[LINK], Kamchatka[LINK], Yaroslavl[LINK]
OCs outside of EWAW:: Niš[LINK], Novi Sad[LINK], Petrovaradin[LINK], Užice[LINK] and Zemun[LINK]
 
 
 
 
 
 

       สายลำน้ำดานูบอาจได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่ผู้คนใฝ่ฝันหาที่จะได้ยลด้วยตาตนเองมากที่สุดในยุโรป แต่หากกับเหล่าชาวรัสเซีย อย่างไรแม่น้ำดานูบก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่า ‘โวลก้า มาตุชก้า’

       กระนั้น...นี่ก็เป็นครั้งแรกที่จิตวิญญาณอายุสามร้อยกว่าปีของคัมชาทก้าได้มาเห็นดานูบ รวมถึงเมื่อปีที่แล้วก่อนไปเข้าโรงเรียนที่เกาะ W ก็ได้พาไปอยู่ที่บ้านของตนริมลำน้ำโวลก้าร่วมครึ่งเดือนมาแล้ว ดังนั้น...ยารัสลาฟจึงเพียงวางเฉยต่อปฏิกิริยาส่งเสียงตื่นเต้นของจิตวิญญาณวัยน้องชายที่เกาะกระจกหน้าต่างเครื่องบินชะเง้อมองแม่น้ำเบื้องล่างในยามกลางคืนที่เห็นเพียงความระยิบระยับของแสงไฟที่เรียงเป็นแนวตามฝั่งของแม่น้ำขณะเครื่องบินจากปารีสกำลังจะลงที่สนามบินนิโกล่า เทสล่าของ...เบลกราด...ซึ่งนั่งคั่นกลางระหว่างสองพี่น้องเชื้อสายสลาฟตะวันออกไว้

 

       ...เขาไม่มีเหตุที่จะต้องแสดงอากัปใดๆที่ผิดไปจากปรกติเพียงเพราะได้มาอยู่ใกล้ๆกับแม่น้ำดานูบ...

       70 ปีที่ผ่านมาแล้ว...นั่นคือ’ครั้งแรก’ของการได้มาเห็นดานูบด้วยตัวเอง ในวันที่สายน้ำแห่งนี้ดูหม่นหมอง...มืดมน...กว่าภาพที่คัมชาทก้ากำลังเห็นอยู่ ณ ปัจจุบันนัก ...และเช่นกัน ในวันที่จิตวิญญาณอายุสองพันกว่าปีของเมืองหลวงเซอร์เบียอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่า ณ ตอนนี้......

 

       21 ตุลาคม 1944...เพียงหนึ่งวันหลังจาก 3rd Ukrainian front ของกองทัพแดงเข้ามาปลดปล่อยเบลกราดจากการยึดครองของฝ่ายอักษะ

 

       นั่นคือครั้งแรกที่จิตวิญญาณเมืองจากริมฝั่งน้ำโวลก้าได้’รู้จัก’กับเบลกราดเป็นการส่วนตัว ทว่าแท้จริงแล้วหากนับถือการได้'รู้จัก'โดยไร้การพบหน้ากัน... 2014 คือปีที่หนึ่งร้อยพอดี

       ...ก่อนหน้านั้นอาจจะเป็นได้ที่เคยได้ยินนามมาก่อน แต่ด้วยว่ามิได้ใส่ใจนักจากฐานะอันต่างกันและระยะทางอันห่างไกล 1914 คือปีที่เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าเบลกราดได้เข้ามามีตัวตนอย่างถาวรในความรู้สึกนึกคิด

 

       “โอ้ะๆ นิก้านั่งนิ่งๆแป๊บบบบบ มานี่คาดเข็มขัดก่อน เดี๋ยวถ้าอยากเห็นแม่น้ำดานูบใกล้ๆเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมพาไปดู ^^” ทิศทางการมองของม่านตาสีเทาเหลือบไปมองเจ้าบ้านผู้กำลังจุกจิกกับคัมชาทก้าราวกับเป็นพี่ชายเสียเองก็ไม่ปาน บางคราก็อดคิดไม่ได้ว่ามีเพียงเขาเท่านั้นรึเปล่าที่ไม่...

       เหล่านักการเมืองที่เขาไม่ชอบยุ่งด้วยนักในระยะนี้มักจะบอกว่าเซอร์เบียคือเพื่อนที่ดีที่สุดในบัลข่านของรัสเซีย...มันเป็นเช่นนั้นจริงๆแต่เขามองไม่ออกเพราะอคติส่วนตน หรือ...มันเป็นเพียงเรื่องเล่าซึ่งไร้ความจริงที่นักการเมืองปั้นแต่งขึ้นมาเอง? อย่างวันนี้ก็เช่นกัน จิตวิญญาณแห่งเมืองหลวงของเซอร์เบียเชิญเขากับน้องชายมายังที่นี่...ในโอกาสอันดีที่จะเป็นการเฉลิมฉลองวันครบรอบ 70 ปีที่กองทัพแดงมาช่วยรบให้เบลกราดได้เป็นอิสระอีกครั้ง

 
      ลำพังตัวเขาเอง คำชวนของเบลกราดคงถูกปฏฺิเสธอย่างไม่ใยดีในวินาทีที่ถูกถาม
 
      ...หากไม่ใช่เพราะนิก้าอยากที่จะมาเยือนเซอร์เบียเป็นหนแรกในชีวิตจากคำชวนของคนนั่งข้างๆกัน แม้บรานิมีร์จะตกปากรับคำว่าจะดูแลน้องตนให้ดีอย่างไร...วาเลนตินก็ไม่ใคร่วางใจนัก และสุดท้ายก็ต้องยอมติดสอยห้อยตามมาด้วยอย่างเสียละไม่ได้
 
 
 
 
      ยามนี้ 5 ทุ่มกว่าแล้ว แต่ก็เป็นช่วงที่ไฟล์ทAir Serbiaจากเมืองใหญ่บางส่วนทยอยลงไล่เลี่ยกัน ทำให้เกิดความทุลักทุเลช่วงขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและรับสัมภาระ ทางเจ้าบ้านเองก็เพียงได้แต่ยิ้มเจื่อนยกมือขอยอมรับความผิดจากสายตาเชิงตำหนิของจิตวิญญาณที่อาวุโสมากสุดในสองรัสเซีย "ขอโทษที่ไม่สะดวกนะนิก้า วาเลนก้า... ที่นี่ไม่ได้ปรับปรุงสักเท่าไหร่เลยตั้งแต่......โอซีเยคยังอยู่ด้วยกันนั่นละ"
 
      ...อย่างน้อยก็ยี่สิบกว่าปีแล้วสินะจากคำตอบกลายๆนั้น ร่างชาวสลาฟตะวันออกสูง 193 ไหวไหล่ทำเหมือนไม่ใส่ใจแล้วหยิบกลุ่มสัมภาระชิ้นหนักที่สุดรับภาระหอบหิ้วให้แทนน้องชายที่ตั้งใจฟัง"คำแก้ตัว"ของเบลกราดอย่างให้ความสนใจมากเกินไป
 
       "ตอนนี้กำลังปรับปรุงตัวอาคารอีกฝั่งเพิ่มอยู่น่ะ เสร็จเมื่อไหร่น่าจะรองรับผู้โดยสารได้สะดวกขึ้นหน่อย แล้วก็...ถ้ามีงบเมื่อไหร่......จะเปิดรันเวย์ที่สองเพิ่มให้เร็วที่สุด มีแผนการอยู่แล้วล่ะแต่ผมต้องถามคนที่รู้รายละเอียดดีที่สุดก่อนว่าจ----- อา นั่นไง! เซลีโก้------"
 
 
       ม่านตาสีเทากับฟ้าเทาของสองรัสเซียหรีสู้แสงไฟฟลูออเรสเซนท์ที่ส่องให้ความสว่างภายในตัวอาคารผู้โดยสารชั้นใน ก่อนจะเห็นร่างนึงก้าวเข้ามาไวๆพร้อมๆกับเบลกราดที่วางสัมภาระลงแล้วอ้าแขนเหมือนจะรอรับการทักทาย ทว่าร่างนั้นเดินผ่านเสียเฉยๆมุ่งตรงมายังคู่จิตวิญญาณต่างถิ่นที่เป็นแขกสำคัญราวกับไม่ได้เห็นตัวตนของบรานิมีร์ที่บริเวณนั้น ก่อนจะยื่นมือเริ่มการทักทายจนวาเลนตินเงอะงะทิ้งสัมภาระหนักอึ้งลงพื้นเพื่อให้มือว่างไปรับการทักทายนั้นแทบไม่ทัน
 
 
       "Здравствуйте Валентин Ярославович, здравствуйте Никита Владимирович!" ภาษารัสเซียนั่น แม้จะแปร่งอยู่บ้างก็ยิ่งทำให้นีกีต้ายิ่งสนใจ...เบลกราดย่อส่วน...ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ายิ่งนัก "Я Зелимир Йованович, Земун."
(Hello Valentin Yaroslavovich, hello Nikita Vladimirovich. I'm Želimir Jovanovic, Zemun)
 
 
       "Рад тебя видеть!!!(Nice to meet you!) คุณเซลิมีร์เป็นแฝดกับพี่บรานโก้รึเปล่าน่ะฮะ?? ถ้าพี่เขายังไว้ผมทรงเดิมละก็เหมื้อนเหมือนกันจังเลย!" คำตอบรับแรกที่หลุดออกจากปากของคัมชาทก้าทำให้ยารัสลาฟหน้าเกือบหงายไปเบาะๆแม้ดูจากท่าทีตอบสนองของอีกฝ่ายแล้วจะไม่ได้ดูถือสาหาความเท่าใด "นิก้า เสียมารยาทน่า!
 
       "อย่ากังวลเลยครับคุณวาเลนติน ส่วนใหญ่คนบ้านอื่นก็ทักผมแบบนั้นตลอดจริงๆ ในฐานะที่เป็นตัวแทนต้องรับออกหน้าเป็นเมืองหลวงแทนบรานโก้อยู่เรื่อยๆเลยจำเป็นต้องทำรูปลักษณ์ภายนอกไม่ให้เห็นความแตกต่างละครับ" จิตวิญญาณเมืองผู้มีผมสีอ่อนที่สุดในสี่คนผงกหน้าตาม...อดสังเกตไม่ได้ว่าวิธีพูดจาและน้ำเสียงนั้นช่างราบรื่นต่างกันตัวจริงอยู่โข
 
 
       "Здраво Жељко, драго ми је. (Hello Željko, nice to meet you.)"
 
       'ตัวจริง'ของเมืองหลวงเซอร์เบียกล่าวประชด'ร่างเทียม'ของตนด้วยน้ำเสียงสูงแปลกประหลาดราวกับไม่ใช่เสียงของตัวเอง "ผมก็กลับมาด้วยน่ะแหมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ทำเป็นอยู่กันคนละมิติไปได้"
 
 
       ม่านตาสีเขียวเทาที่สูงไม่เกินระดับ 180 เซนติเมตรไปสักเท่าไหรเลื่อนไปสบกับคู่แฝดอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้ "Добродошли кући, Бранко. (Welcome home, Branko.) ตามนั้น...ในเมื่อที่นี่เป็นบ้านนายเอง นายก็จัดการขนกระเป๋าตัวเองได้ตามสะดวกเลย ไม่จำเป็นต้องให้ชั้นคอยบริการต้อนรับอะไรไม่ใช่เหรอ?"
 
       เบลกราด'ใหญ่'เบ้ปากหน่อยก่อนก้มลงยิบสัมภาระตนมาหิ้วเองแบบจนใจ ส่วนเบลกราด'น้อย'นั้นกำลังเทคแคร์อาคันตุกะอย่างกระตือรือร้น "เดินทางกันมาตั้งหลายชั่วโมง คงอยากพักผ่อนแล้วใช่ไหมครับ? เดี๋ยวผมจะจัดการเรื่องกระเป๋าพวกคุณให้เอง---"
 
 
       ทันทีที่พูดจบ เซมุนก็เอามือคว้าหนึ่งในกระเป๋าสัมภาระที่วาเลนตินเพิ่งวางลงตอนทักทายกัน แต่แล้วเมื่อจะยกขึ้นก็กลับไม่มีการขยับไปไหน...... จิตวิญญาณร่างใหญ่ที่สุดในเซอร์เบียเบือนหน้าหนีแล้วยกมือปิดปากตัวเองไม่ให้เสียงหัวเราะลอดหลุดออกมาเท่าที่ทำได้...ในขณะที่เพื่อนรักที่อยู่กันมาสองพันปีพยายามหน้าดำคร่ำเครียดที่จะยกกระเป๋าที่แพ็คมาเต็มพิกัดน้ำหนัก 32 กิโลที่อนุญาตให้เอาขึ้นไฟล์ทมาได้
 
 
       หลังจากมองจิตวิญญาณร่างเล็กสุดที่อายุมากกว่าตนเท่าตัวหนึ่งพยายามจะเคลื่อนย้ายกระเป๋าเดินทางอย่างลำบากลำบน สุดท้ายจิตสงสารของเมืองยึดมั่นศาสนาอย่างยารัสลาฟก็รับอาสาแบ่งเบาภาระนั้น "คุณเซมุน อย่าต้องเดือดร้อนเลยครับ แค่กระเป๋าเท่านี้ไม่ได้ลำบากอะไรพวกผมสักนิด"
 
       "นั่นสิน้า นายไปวนรถมาก่อนดีกว่า เดี๋ยวพวกเราจะขนกระเป๋าไปรอข้างหน้าเอง♥" เบลกราดหัวเราะร่วนพลางตบบ่าๆคนหายใจติดขัดกว่าคนอื่น "หลังจากนี้นายต้องหัดเล่นกีฬาให้เยอะกว่านี้แล้วม้าง? ไม่สิ...ต้องบอกว่าหัดเล่นกีฬาที่มันจะช่วยเรื่องความแข็งแรงของพวกแขนกับไหล่ อย่างบาสรึวอลเลย์ไม่งั้นก็ยกเวทดีกว่า เล่นแต่บอลมันจะไปเอาแรงที่ไหนมายกขึ้น"
 
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 
 
       เนื่องจากการตกลงนัดแนะ...และทะเลาะ...กันทางโทรศัพท์มาก่อนหน้าระหว่างที่สองจิตวิญญาณเมืองผู้รับผิดชอบนครหลวงของเซอร์เบียในการวางแผนเตรียมรับสองจิตวิญญาณเมืองรัสเซียที่จะมาเป็นแขกร่วมพิธีการในวันพรุ่งนี้ ผู้เพิ่งเข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งของเบลกราดเมื่อ 80 ปีก่อนไม่มั่นใจกับปฏิกิริยาตอบรับว่าจะออกมาในด้านใดกับ"ที่พัก"ซึ่งจัดเตรียมไว้ให้...
 
       ...เมื่อ 5 เดือนที่แล้วทาดี---โอซีเยคก็มาพักที่นี่ แต่โอซีเยคเองคงคุ้นชินกับสภาพความเป็นอยู่ซึ่งไม่ว่าที่ไหนๆในอดีตยูโกสลาเวียที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเมื่อ 20 ปีที่แล้วก็คงไม่ต่างกันจึงไม่ได้ออกปากไม่พอใจ แต่กับรัสเซีย ดูเหมือนว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้เศรษฐกิจรัสเซียจะก้าวหน้าไปมาก...เซมุนจึงอดวิตกกังวลไม่ได้ว่าคอนโดใน Blokovi ที่ตอนนี้ก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลานี่จะโอเคจริงๆน่ะหรือ? แต่เบลกราดบอกเขาเสียงขาดว่าไม่ต้องไปจองโรงแรมที่ไหนหรอก
 
 
 
       "ก็ดูปรกติดีนี่ฮะ? แต่ผมชอบแบบแปลนจัง วางผังออกมาได้เท่มากเลยล่ะฮะ!!" ความเห็นจากคัมชาทก้า
 
       "นี่ยังดีกว่าที่พวกเราอยู่สมัยยังเป็นโซเวียตอีกครับ ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่" ยารัสลาฟตอบเสียงเรียบๆ "อีกอย่าง...ผมพอทราบเรื่องเศรษฐกิจของที่นี่บ้างนิดหน่อย อย่าให้พวกเราต้องรบกวนในส่วนที่ไม่จำเป็นเลยครับ"
 
 
       บรานิมีร์ขยับตัวเข้าใกล้เซลิมีร์ "ก็บอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่ต้องกังวล วู้...ผมคุยกับสองคนนี้รู้เรื่องมากกว่านายน่ะ"
 
       ประโยคท้ายนั่นเป็นการจงใจแซะความเชี่ยวชาญทางภาษารัสเซียของคนตัวเล็กกว่า...ซึ่งได้รับการติวเข้มแบบเร่งด่วนจากโนวี่ซาด เมื่อเทียบกันแล้วผู้เป็นเมืองหลวงของเซอร์เบียซึ่งได้ติดต่อกับรัสเซียตั้งแต่เมื่อเกือบ 180 ปีที่แล้วย่อมต้องมีความชำนาญมากกว่าอย่างไร้ข้อกังขา
 
       "ว่าแต่...เจ้าของบ้านที่ดีควรจะมาวิจารณ์เรื่องภาษาเพื่อนตัวเองอยู่หรือไง ไปเอาน้ำเอาขนมมาให้แขกสิ"
 
 
       เมื่อโดนตอกกลับเข้าให้จากคนที่เอาการเอางานกว่า 'หัวหน้า'ซึ่งกลายสภาพทางพฤตินัยเป็นลูกน้องไปโดยปริยายก็ได้แต่หนีหน้าเดินไปเปิดตู้เย็นตามที่ถูก'เลขา'ของตัวเองสั่งมา ส่วนผู้น้อยที่แปรสถานะเป็นบอสใหญ่นั้นก็กำลังสาละวนอธิบายเกี่ยวกับนัดหมายสำหรับสิ่งที่จะต้องทำให้เช้าวันถัดมา... ให้พักผ่อนตามสบายโดยไม่ต้องพะวงด้วยว่ากว่าพาเหรดจะเริ่มก็บ่ายสามโมงแม้ว่าจะส่งรถมารับราวๆสิบโมงเพื่อไปพบกันที่จุดนัดหมายเนื่องจากหลังจากนั้นจะปิดถนนหลายเส้นเพื่อรับขบวนของปธน.รัสเซียตั้งแต่เมื่อเครื่องบินประจำตัวมาถึงสนามบินนิโกล่า เทสล่าช่วง 11 โมง หากไม่เดินทางไปก่อนคงไม่สะดวกเท่าไหร่
 
 
       "คุณเซลิมีร์ ผมมีคำถามฮะ!!" จิตวิญญาณเด็กสุดเชื้อสายเอเชียเพียงคนเดียวยกมือขึ้นเหมือนกับคนที่จะถามเป็นอาจารย์ไม่มีผิด "พรุ่งนี้จะมีโอกาสได้เจอคนอื่นบ้างมั้ยฮะ? ผมหมายถึงจิตวิญญาณเมืองอื่นๆของบ้านเซอร์เบียเขาจะมาร่วมพาเหรดด้วยรึเปล่า??"
 
       "มีครับนีกีต้า อย่างน้อยๆคนที่เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการแต่ละเหล่าทัพก็มากันแน่ๆ---"
 
       "ซึ่งทำให้ผมนึกออกว่าควรจะบอกอะไรนายไว้ก่อน......" ร่างซึ่งเดินมาพร้อมกับแก้วน้ำผลไม้แช่เย็นจากกล่องที่เซมุนเอามาสต็อกใส่ตู้เย็นไว้ให้สบตา'แฝด'ของตนก่อนจะวางแก้วทั้งสองลงบนโต๊ะ "...วาเลนก้าเป็นพี่รหัสของทาดีย่า"
 
 
       คัมชาทก้าหยิบหลอดมาเสียบลงในแก้วน้ำองุ่นสีม่วงแดงแล้วตั้งใจดื่มโดยไม่ได้ใส่ใจความเคลื่อนไหวรอบๆนัก จึงไม่ได้เห็นปฏิกิริยาของเซมุนที่ปราดเข้ามาละล่ำละลักสอบถามพี่ชายซึ่งกำลังมีสีหน้ามึนงงสุดขีดว่าใครคือทาดีย่าที่เพิ่งถูกเอ่ยชื่อไป
 
 
       "เย็นไว้ก่อนเซลีโก้...ผมไม่ได้บอกเรื่องนั้นให้นายมีเรื่องชวนวาเลนก้าคุยหรอกนะ" ความจริงจังในเสียงภาษาเซอร์เบียที่เรียบราบเสมอต้นเสมอปลายผิดปรกติของเบลกราดทำให้เซมุนหันมาตั้งใจฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้ "พรุ่งนี้...นายต้องไปกำชับโนเล่ให้เด็ดขาดนะว่าห้ามพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเกี่ยวกับทาดีย่า นายจะอ้างเหตุผลอะไรไปก็ได้ว่าทำไมถึงห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้ แต่อย่าให้โนเล่พูดถึงที่ตัวเองเป็นคนคุมทัพไปรุกรานแถวบ้านทาดีย่า...วาเลนก้ากับโนเล่เพิ่งจะเคยได้พบกันหนแรก ผมไม่อยากให้มีเรื่องหมางใจกันแต่ต้น...เพราะวาเลนก้ารู้จักทาดีย่าก่อน น่าจะพอรู้เรื่องจากฝั่งนั้นและเห็นใจทาดีย่ามากกว่า...แล้วนายเองก็อย่าไปหลุดเรื่องวาเลนก้ารู้จักกับทาดีย่าให้คนอื่นรู้ล่ะ"
 
 
       ฝ่ายประสานงานหลักของภารกิจพรุ่งนี้พยักหน้ารับ...เข้าใจในความละเอียดอ่อนของประเด็นนั้น "ดราโก้จะขับรถพาโนเล่มาส่งจากโนวี่ซาดพรุ่งนี้... จะจัดการให้ก่อนส่งรถมารับพวกนายไปที่พาเลซ ออฟ เซอร์เบีย ละกัน แต่ไนซุส........."
 
       "ไนซุส...ถึงถ้ามันได้รู้ ยังไงเสียผมคิดว่ามันคงจะไม่พูดอะไรออกมาให้เสี่ยงกระทบความสัมพันธ์หรอก ในฐานะที่มันมีศูนย์อำนวยการความร่วมมือด้านรับมือภัยพิบัติกับรัสเซียโดยตรง มันคงหาทางสร้างสัมพันธ์กับเมืองต่างๆในรัสเซียเพิ่มมากกว่าเสี่ยงที่จะเสียโอกาสไปเปล่าๆ ถึงมันจะเกลียดโครแอทหน้ามืดตามัวแต่มันไม่โง่...มันรู้ว่าถ้าพูดว่าร้ายอะไรเกี่ยวกับทาดีย่าจะมีแต่ผลเสีย และในฐานะที่เป็นพี่รหัสในโรงเรียน...วาเลนก้าน่าจะสนิทกับทาดีย่าในระดับนึง"
 
 
       กว่าสองจิตวิญญาณที่อยู่รวมกันเป็นเมืองหลวงมาตั้งแต่สมัยยูโกสลาเวียจะปรึกษากันเสร็จ คู่พี่น้องจิตวิญญาณเมืองจากประเทศใหญ่ที่สุดในกลุ่มสลาฟตะวันออกก็นั่งตาปริบๆรอดูท่าทีจากเจ้าบ้านด้วยว่าไม่สามารถแกะภาษากลุ่มสลาฟใต้ออกว่าประเด็นที่เคร่งเครืยดนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น...หน้าที่การ'เกลี่ย'ทางให้สามารถสนทนากับผู้ใช้ต่างภาษาโดยไม่ให้มีสิ่งใดผิดสังเกตจึงเป็นธรรมชาติที่จะตกเป็นความรับผิดชอบของคนเอาตัวรอดเก่งเช่นเบลกราด
 
       "ผมคุยกับเซลีโก้ว่าพรุ่งนี้น่าจะมีใครมาบ้างน่ะ ^^ แล้ว..." นัยน์ตาสีเขียวเทามองมายังเจ้าของนัยน์ตาสีเทาที่น่าจะเอะใจอะไรบ้างเนื่องจากชื่อของตนถูกพูดถึงบ่อยครั้งในบทสนทนาภาษาเซิร์บที่เพิ่งจบไป
 
       "มีคนนึงที่พรุ่งนี้น่าจะได้เจอแน่ๆ...นีช ที่บ้านเขามีศูนย์อำนวยการความร่วมมือด้านรับมือภัยพิบัติกับรัสเซีย เมื่อน้ำท่วมตอนเดือนพฤษภาก็เป็นคนประสานงานหลักๆเรื่องความช่วยเหลือจากคุณรัสเซีย เพราะแบบนั้น...ผมคิดว่าเขาน่าจะอยากรู้จักวาเลนก้านะ ผมจำได้ว่า...เหมือนจะเห็นข่าวผ่านๆตาว่าประชาชนในเขตของนายก็มีระดมเงินกับสิ่งบริจาคมาช่วยตอนนั้นด้วยใช่ไหม?"
 
 
 
       แน่นอน...วาเลนตินหาได้เชื่ออย่างสนิทว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างนั้นคือสิ่งที่เพิ่งคุยไปจริงๆ หากแต่ก็ปล่อยไปเก็บอาการของความไม่เชื่อใจไว้เงียบๆ...ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องพาตัวไปยุ่งกับคนตรงหน้ามากไปกว่านี้
 
 
       เซลิมีร์ที่หลุบหายปลีกตัวห่างไปจากวงพูดคุยไปหยุดยืนอยู่หน้าตู้เย็นก็ช่วยดึงทิศทางสถานการณ์ให้เปลี่ยนไปอีกทางเช่นกัน "บรานโก้ พวกนายทานข้าวกันมาจากบนไฟล์ทแล้วใช่มั้ย ยังหิวกันอีกรึเปล่า? มี Ćevapi แช่เย็นไว้ในกล่องนะจะเวฟไหม?"
 
       ปฏิกิริยาแรกหลังจากได้รับคำอธิบายว่าชื่อไม่คุ้นหูนั่นคืออะไรเป็นการปฏิเสธจากแขกทั้งสองแต่สุดท้ายเจ้าของบ้านก็ตะล่อมให้ทั้งคู่ลองอาหารพื้นเมืองเซอร์เบียเป็นมื้อดึกจนได้เพราะพรุ่งนี้จะข้ามมื้อเช้าแล้วไปทาน brunch กันหลังจากถึงที่หมายแล้ว เมื่อเข็มนาฬิกาเริ่มขยับเข้าใกล้เวลาเที่ยงคืนครึ่ง 'เลขา'ของเบลกราดก็ขอตัวกลับก่อนด้วยยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องตรวจตราความพร้อมสำหรับงานใหญ่ในอีกเพียงไม่ถึง 12 ชั่วโมง
 
 
       "...где је Мирко?(Where is Mirko?)" ความสงัดงันที่แปลกจากวิสัยปรกติมากเกินไปในยามที่อยู่ในคอนโดนี้ทำให้ผู้อยู่มานานอดเอ่ยปากถามไม่ได้
 
       "อยู่กับลาน่าที่บ้านชั้นแหละ...จะพามาด้วยก็ไม่แน่ใจว่าจะ-กวน-เขารึเปล่า"
 
 
       บานประตูปิดลงและเสียงฝีเท้าของจิตวิญญาณอดีตเมืองเซมุนค่อยเคลื่อนหายห่างไป ร่างผอมผมยาวสีดำขลับที่เปียกชื้นจากการอาบน้ำสระผมก่อนเข้านอนโผล่ออกมาทันฟังการสนทนาทิ้งท้ายนั้นพอดี "มีร์โก้นี่คืออะไรเหรอฮะ พี่บรานโก้?"
 
       "พรุ่งนี้ผมจะแนะนำให้รู้จัก ^^ อืม...ที่บ้านนิก้าเลี้ยงหมาด้วยใช่รึเปล่า? ไซบีเรียน ฮัสกี้น่ะมาจากแถวๆนั้นถูกไหม?" เมื่อคนที่กำลังเอาผ้าเช็ดตัวขยี้หัวให้ผมแห้งไม่โต้แย้งว่าสิ่งที่ตั้งข้อสังเกตนั้นผิดก็เลื่อนคำถามไปยังอีกคน "แล้ววาเลนก้าล่ะกลัวหมารึเปล่า? ตอนนิก้าไปเที่ยวบ้านวาเลนก้า ที่นั่นเลี้ยงหมามั้ย----"
 
 
       ทว่าเสียงของเจ้าตัวแทรกมาก่อนที่คำตอบจะปรากฏด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันโดยสิ้นเชิงเลย "เบลกราด...ในห้องพักแขกมีเตียงอยู่เตียงเดียวนี่???"
 
       "ก็ใช่ไง...มีเตียงเดียวตั้งแต่ตอนทา-- เอ่อ โอซีเยคมาเมื่อเดือนพฤษภาแล้ว" คนที่รู้ดีอยู่แล้วว่าจะต้องถูกทักเรื่องนี้พาเฉไฉด้วยต้องการเห็นกับตาว่าปฏิกิริยาของวาเลนตินจะเป็นเช่นไรเมื่อเจอกับ"เซอร์ไพรส์" "เตียงในห้องพักแขกนั่นให้นิก้านอนเถอะเนอะ ส่วนนายก็นอนกับผมไง ^^+"
 
       "นะ....น......นอน กับ..กับนาย??? หมาย..หมายความว่าไง...ยังไง??" อาการตื่นที่แสดงขึ้นมาโดยฉับพลันจากท่าทีเฉยเมยในตอนแรก  ยิ่งทำให้ไอเดียแปลกๆบังเกิดแก่เบลกราดและ'รุก'หนักขึ้น
 
        "โถๆ วาเลนก้านี่ก็ เราสองคนรู้จักกันมานานแค่ไหนแล้ว? แค่นอนเตียงเดียวเท่านั้นล่ะน่า ♥ เตียงในห้องผมนอนได้สองคนสบายๆแล้วจะให้ผมนอนคนเดียวทำไม้?"
 
 
        "........." ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแต่หากความเงียบนั้นหาได้ไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ภายใต้สภาวะไร้สรรพเสียง...ร่องรอยบนหน้าของเมืองที่อยู่ค่อนต้นแม่น้ำโวลก้าที่แสดงออกช่างเป็นอารมณ์อันสามารถตีความได้หลากหลายบรรยายได้ยากนัก แต่ท้ายที่สุด...ริมฝีปากที่ประกบกันแน่นด้วยแรงกระทำอย่างแข็งกร้าวของกล้ามเนื้อส่วนล่างของใบหน้าก็คลายตัวลง "ชั้นนอนพื้นได้ ไม่ต้องเป็นห่วง...ไม่ต้องไปรบกวนหรอก ขอบคุณ"
 
 
       ผู้ไม่รู้ความหลังระหว่างสองจิตวิญญาณเมืองซึ่งต่างมีวัยสูงกว่าถูก'ต้อน'เข้าห้องนอนไปพร้อมๆกัน ปล่อยคว้างร่างเชื้อสายสลาฟใต้ไว้เพียงเดียวดาย
 
 
 
       คัมชาทก้าทิ้งน้ำหนักลงนั่งลงบนเตียง เบี่ยงแววตาดูพี่ชายกำลังจัดเตรียมที่นอนของตนบนพื้น....ด้วยม้วนผ้าเช็ดตัวที่จะใช้หนุนแทนหมอนเพียงอย่างเดียว "พี่วาลูช่าไปนอนกับพี่บรานโก้ก็ได้มั้งฮะ? ผมนอนคนเดียวไม่กลัวผีหรอกน่า----"
 
       ยารัสลาฟเช็คเวลาแล้วคำนวนว่าเวลาตามไทม์โซนของโรงเรียนอยู่ในช่วงไหน "เที่ยงคืนครึ่ง...ที่โรงเรียนก็สักสองทุ่มครึ่งได้มัง? นอนห้องเดียวกันนี่ละดีแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะได้ปลุกนิก้าขึ้นมาเช็คความเรียบร้อยเครื่องแบบได้ง่ายๆ"
 
       "แต่ถึงจะแบบนั้นก็......" ตาประกายสีฟ้าเจือเทามองต่ำยังพื้นไม้ ถ้าไม่มีผ้้าปูสักหน่อยหรือฟูกดูไม่น่าจะนอนสบายเท่าไหร่ "ผมสลับลงไปนอนที่พื้นแทนดีกว่ามั้ยน้า..."
 
 
 
       "Нет, это мое наказание.(No, this is my punishment.)"
 
 
 
       ถ้อยความนั้นแทรกตัวผ่านอากาศโดยที่ผู้พูดอาจไม่ได้จงใจจะกล่าวดังๆ นีกีต้ารั้งรอ...กลั่นกรองกระแสความคิดพยายามทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นใช่คำเดียวกับที่สะกิดใจหรือไม่ ข้อสงสัยถ่ายทอดทางสายตา...หาคำชี้แจงแต่มิได้โต้แย้ง ".....Наказание...?"
 
       ร่างที่นั่งทิ้งน้ำหนักลงบนเข่าตนทอดสายตาเหินห่าง...มองลึกเข้าไปในสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏทางกายภาพตรงหน้าในห้องสี่เหลี่ยม
 
 
       "ชีวิตที่ยืนยาวมาพันกว่าปีนี่...ได้รับสิ่งดีๆทางวัตถุมามากพอแล้ว......อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ความฟุ้งเฟ้อเกินควรทให้เกิดอัตตา อัตตาเป็นเชื้อให้กืเลสจนสำคัญตนผิดไป พระผู้เป็นเจ้าจึงเล็งเห็นว่านี่คือทางอันเหมาะเพื่อให้ทำลายกิเลสทางวัตถุและรู้จักแบ่งสิ่งดีๆให้คนอื่นที่สมควรได้รับเสียบ้าง"
 
 
       เมื่อเจอเข้ากับการเทศนาขั้นเบาๆนั่น ผู้มีฐานะเป็นน้องสั่นศีรษะไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่อีกคนต้องการสื่อได้อยู่ดี "ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็...ถ้ายืนยันจะให้ผมนอนเตียง ขอบคุณฮะพี่"
 
       วาเลนตินพยักหน้ารับเนือยๆแล้วค่อยถ่ายน้ำหนักตัวอย่างเฉื่อยชาจากท่านั่งเป็นนอนตะแคงราบกับพื้น ซึ่งแม้จะแข็งกระด้างไม่ให้ความสบายในสัมผัสหากแต่นี่ก็คือรากเหง้าของเขา...ที่ถูกหลงลืมไปนานแสนนาน
 
 
 
 
 
...I was born on the dirt
Where my father killed the bear, unhurt
Glory and civilization had been a curse
By God's decision, crashing down to the earth
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 
 
       16 ตุลาคม...วันพิธีการงานใหญ่ ครั้น 8.30 น. เมืองหลวงของอดีตยูโกสลาเวียประเมินสถานการณ์ตรงหน้า... ตัวเขาเองลุกขึ้นมาจัดแจงกับชุดเครื่องแบบตั้งแต่เข็มสั้นของนาฬิกายังอ้อยอิ่งอยู่แถวเลข 7 พร้อมสายฝนที่โปรยลงมาภายนอก ด้านอีกสองคนที่จะเดินทางไปด้วยกันก็กำลังจัดการความเรียบร้อยของเครื่องแบบตัวเองน่าจะเสร็จในอีกไม่ช้า เสื้อสีฟ้าสุดของหมู่ทหารเกียรติยศที่ไม่ได้ใส่มานาน...ก็สองปีตั้งแต่ถูกส่งไปเรียน อย่างน้อยก็ยังน่ายินดีที่ไม่ได้รู้สึกคับขึ้นเลย
 
       ...ถึงเซลิมีร์จะช่วยซื้อของมาใส่ตู้เย็นไว้บ้างก็เถอะ......แต่ดูไม่มีอะไรมากพอจะเป็นมื้อเช้าเป็นเรื่องเป็นราวได้เลยแฮะ เท่าที่เห็นมีชีส นม น้ำผลไม้ ขนมปังแบบที่ดูจะไว้กินเล่นแก้หิวนิดๆหน่อย
 
 
       "พร้อมไปแล้วฮะ พี่บรานโก้!!!"
 
 
       เสียงซึ่งนำมาก่อนตัวนั้นเปล่งจากเด็กหนุ่มที่'แปลงร่าง'ไปอยู่ในชุดกะลาสีพร้อมสายคาดหมวกสีดำประกาศถึงกองเรือที่สังกัดคือ Pacific fleet ส่วนคนที่เดินตามมาเงียบกว่าเยื้องหลังนั้นอยู่ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มตลอดร่างของกำลังพลจากกองทัพอากาศ เบลกราดกวาดการมองไปยังทั้งสอง...แม้นว่าจะรู้จักกันเกือบ 70 ปี หากแต่วันนี้บรานิมีร์เพิ่งได้ทราบทัพที่วาเลนตินสังกัดอยู่อย่างแท้จริง
 
 
 
(รูปเก่าเอามาใช้ ตามท้องเรื่องธงไม่เกี่ยวนะจุ๊ - ถ้ารูปไม่ขึ้นเชิญที่ /ลิงค์/)
 
 
       "ไม่ยักรู้นายอยู่กองทัพอากาศ...ตอนนั้นเห็นนายใส่เครื่องแบบทหารบกนี่นา?" วาเลนตินเริ่มรู้สึกเกร็งขึ้นมาเมื่อจิตวิญญาณอาวุโสกว่าเดินวนมองตนให้รอบๆ "โอ๋? อะไรเนี่ยยยยยย ได้เลื่อนยศเป็นถึงนาวาอากาศโทแล้วเหรอ? ยินดีด้วยวาเลนก้า♥"
 
       "ก็...เพิ่งได้ย้ายมาอยู่กองทัพอากาศไม่ถึง 70 ปีก่อน..." คำอธิบายจำกัดไว้เพียงเท่านั้น...หมายสำคัญของเรื่องยศที่เปลี่ยนไปมีในด้านความเป็นส่วนตัวเกินกว่าสมควรจะบอกว่า...ในครั้น 70 ปีที่แล้ว เบลกราดพบตนอยู่ในฐานะอันถูกเบื้องบนของกองทัพแดงลดยศเป็นบทลงโทษในฐานปล่อยให้เกิดกบฏปี 1918 และถูกยึดอำนาจโดยฝ่ายขาว ...ผู้ถูกเรียกขานว่า'เมืองสีขาว'มานับพันปีมิได้กล่าวถามอะไรเพิ่มเติม หากมิพอใจในตำตอบสั้นห้วนนั้นก็คงคิดหาเหตุผลเสริมเอาเองจนไขข้อข้องใจให้ตนได้ นายพลระดับสี่ดาวในสีเสื้อเฉดอ่อนแสงที่สุดของโทนสีฟ้าน้ำเงินทั้งสามปล่อยข้ามความสนใจจากนายทหารทัพฟ้ามาสู่ผู้มีอำนาจเหนือการรบบนทะเล...แต่แล้วก็ต้องประหลาดยิ่งยวดกับสิ่งไม่ปรกติที่สังเกตเห็นบนช่วงไหล่ "โอ๋ย? อะไรเนี่ยยยยยย  ทำไมมียศแค่พันจ่าตรีเอง ไม่ใช่ว่านิก้ามีกองเรือใหญ่ที่บ้านหรอกเหรอ???"
 
       "อ่อ เรื่องนั่นน่ะเหรอฮะ? ที่จริงแล้วมั---"
 
       หากแต่ก่อนจะได้แถลงไขจบสิ้น วาเลนตินก็ดึงไหล่'เตือน'น้องชายแล้วเอานิ้วแนบแทบจะสัมผัสริมฝีปากของเด็กน้อยจากฝั่งตะวันออกไกลพลางส่ายหน้า
 
 
       อากัปที่แสดงบอกกล่าวเบลกราดกลายๆว่าการสนทนานี้ควรจบลงได้แล้ว แน่นอนไม่แคล้วว่าความไม่เชื่อใจนี้มีกำเนิดมาจากเรื่องใด...
 
       ...วันใดก็ตามที่เซอร์เบียเอนอ่อนไปทางอียูมากกว่าในวันนี้ วันนั้นจะเป็นจุดเริ่มของความไม่ลงรอยกันระหว่างสองประเทศพี่น้องออร์โธดอกซ์ เช่นนั้น...ความลับทางการทหารทุกอย่างแม้ตอนนี้ก็ไม่ควรถูกเปิดเผยต่อกันมากเกิน
 
 
       ถึงจักผิดหวังในประกายความเย็นชาไม่เชื่อใจต่อกันของจิตวิญญาณรัสเซียร่างสูงเท่าๆกับตน พลเอกผู้สืบทอดยศมาตั้งแต่ยุคยูโกสลาเวียเงี่ยหูฟังการเคลื่อนอันเป็นจังหวะของเข็มนาฬิกาโดยไม่ต้องมองโดยตรง...บทสนทนาที่ถูกตัดทอนลงคงไม่ทำให้เวลาเปลี่ยนไปจากเดิมเสียเท่าไหร่ แสงไฟภายในตู้เย็นติดขึ้นอีกครั้งเมื่อประตูกั้นเปิดอ้า "มีเวลาอีกชั่วโมงกว่าแน่ะก่อนจะถึงเวลาที่นัดรถมารับ เท่าที่เห็นนี่แหละ คงไม่ค่อยมีอะไรให้ทานได้เป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่ หาอะไรรองท้องก่อนไหม? ^^"
 
       นมกล่องถูกหยิบส่งให้จิตวิญญาณวัยค่อนข้างเยาว์ ส่วนผู้เป็นส่วนหนึ่งใกล้ชิดรัสเซียมาตลอดขอเพียงชีสกับน้ำผลไม้ ผู้เป็นเจ้าบ้านเองนั่นไม่ได้เลือกสิ่งใดมาทาน...ผสานกับกิริยาคอยมองตัวเลขบนเครื่องบอกเวลาบ่อยๆน่าฉงนใจ
 
       เข็มนาฬิกาเอื่อยอยู่ที่เกือบสิบนาทีก่อนจะ 9 โมงก่อนเจ้าตัวจะออกปาก "จะขัดข้องอะไรไหมทั้งสองคนถ้าผมจะโทรไปบอกให้รถมารับเร็วขึ้นน่ะ? น่าเบื่อแย่ถ้าต้องรออีกตั้งชั่วโมง"
 
 
       วาเลนตินมองนีกีต้า ให้สิทธิ์เป็นผู้ตัดสินใจ "ถ้าไปเร็วขึ้นจะได้เจอจิตวิญญาณบ้านเซอร์เบียคนอื่นเร็วขึ้นด้วยใช่ไหมล่ะฮะ?? งั้นไปกันเลย!! >7<"
 
 
       เจ้าถิ่นพาคู่ผู้มาเยือนเดินไปยังลิฟท์ที่เมื่อคืนไม่ได้สังเกตเห็นว่ามี สายตาจับจ้องพ้องคำถามในใจของตาสีเทามีเบลกราดเป็นเป้าหมายว่าไฉนจึงไม่บอกแต่เมื่อคืนว่ามีอุปกรณ์ทุ่นแรง ให้เขาต้องแบกกระเป๋าหนักสามสิบกว่ากิโลขึ้นบันไดมาตั้งหกชั้น
 
       "บอกตามตรง...ผมกลัวลิฟท์ค้างน่ะ" คำแก้ตัวกลั้วเสียงหัวเราะ "เซลีโก้หนัก 70 กว่าโล... นิก้าอีก 70 ผมเองก็เกือบ 80 นายเอง 85 แล้วยังสัมภาระรวมๆอีกเกือบ 50 กิโล ลิฟท์นี่มันเก่ามากแล้วนะอย่าไว้ใจนักเลย แต่ขาลงคงไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ อีกอย่าง...ผมไม่อยากให้คนอื่นที่อยู่ในบล็อคนี้ด้วยกันเห็นอะไรที่ไม่ควร...จะสะดุดตาเพราะแปลกเกินไป..."
 
       'แปลก'ที่ว่าคงหมายถึง...ลำพังแค่ทหารระดับนายพลเข้ามาที่ตึกเก่าๆแบบนี้ก็คงไม่ธรรมดาหรือเห็นได้บ่อยๆพออยู่แล้ว นี่ยังมีทหารต่างชาติในชุดเครื่องแบบเต็มยศพ่วงมาอีก ศีรษะที่สวมหมวกสีน้ำเงินเข้มค้อมผงกลง... ตระหนักถึงความคิดอ่านของคนที่ตนมักมองว่ามีความรู้สึกนึกคิดตื้นเขินหยาบกระด้างแต่กลับแสดงการรับรู้ถึงความอ่อนไหวในบางเรื่องได้อย่างไม่คาดมาก่อน สามร่างพากันออกมาหยุดรอด้านหน้าไม่่ห่างจากถนนใหญ่นัก...ยามนี้ไร้เมฆฝนที่ตกลงมาแต่ช่วงเช้า 'พี่ใหญ่'สุดของกลุ่มเน้นกำชับให้คนไม่เดียงสาที่สุดปิดเสียงเครื่องมือสื่อสารที่เป็นเสมือนอวัยะที่33ของมนุษย์ปัจจุบันไว้ก่อน แต่แล้วก็สะดุ้งเสียเองเมื่อเสียงแตรรถในระยะกระชั้นชิดดังขึ้น 
 
 
       ...หันควับกลับไปทางถนน บรานิมีร์ถึงกับชะงักเล็กน้อยเมื่อสำนึกตัวว่าเสียทีให้ใครไปแล้ว...เพราะรถตรงหน้าที่มารับคือรถจี๊บเปิดหลังคาจะที่ใช้'แห่'ทหารระดับนายพลในพาเหรดช่วงบ่าย ไม่ใช่รถซีดานอย่างที่ควรจะเป็น
 
       รัสเซียทั้งสองมองทหารพลขับรีบลุกขึ้นทำความเคารพเมื่อเพิ่งเห็นยศของคนที่ตนถูกสั่งการให้มารับ ในขณะที่เจ้าตัวหน้าเจื่อนหน่อยๆก่อนค่อยเอ่ยช้าๆ "ผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย รถดีๆมีจำนวนจำกัดน่ะ แล้วส่วนใหญ่ก็เอาไปตั้งขบวนเตรียมที่สนามบินกันหมดแล้ว"
 
       ด้วยพอรู้กำหนดการณ์ด้วยบ้าง วาเลนตินพยักหน้าเบาๆไม่ใคร่ถือสาอะไรในความไม่สะดวก ส่วนนีกีต้านั่นปีนขึ้นหลังรถไปแล้วด้วยซ้ำ "ไม่มีปัญหาฮะพี่บรานโก้ นั่งแบบนี้สนุกดีออก!!"
 
       ความเบิกบานของน้องน้อยของกลุ่มทำให้เบลกราดพอจะยิ้มออกบ้าง ก่อนเปิดประตูข้างคนขับประจำที่นั่งของตน "ข้างหลังนั่นลมตีเยอะหน่อยนะ เลือกเอาละกันว่าจะจับหมวกให้แน่นจะได้ไม่ปลิวหรือจะถอดเลย"
 
 
       รถจี๊บเร่งออกตัวโดยเฉียบพลัน ถนนสายที่ใช้เดินทางนั้นเป็นถนนเส้นใหญ่และเป็นทางค่อนข้างตรงยาวหลายกิโลทำให้ไม่มีจุดที่ต้องชะลอมากนักนอกเสียจากเป็นช่วงไฟสัญญาณจราจร ช่วงนึงรถจี๊บสีเขียวตุ่นลายพรางวิ่งแซงรถรางขบวนสีแดงซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดเพิ่งนำเข้ามาใช้ในปี 2010 คนที่แม้ผมจะยาวหากมัดรวบเรียบร้อยแล้วจึงถอดหมวกโต้ลมได้อย่างไม่ต้องกลัวผมยุ่งซึ่งในบ้านตนไม่เคยมีรถรางใช้ตลอดวัยสามร้อยกว่าปีส่งเสียงวู้ว้าวบันเทิงใจ ส่วนพี่ชายที่มีรถรางใช้จนปัจจุบันทว่าสภาพโทรมกว่ามากได้แต่นั่งเอามือดึงหมวกสีน้ำเงินคลิบสายคาดสีฟ้าบนหัวไปอย่างเหนียวแน่นเพราะหากลอยหลุดไปคงตามเก็บได้ยาก
 
 
 
       "นิก้าอยากนั่งรถรางเหรอ? เดี๋ยวพรุ่งนี้นั่งกันมั้ยล่ะ! วันนี้จริงๆเรานั่งรถรางไปก็ได้นะ แต่สถานีท้ายสุดต้องลงก่อนถึงทีแล้วเดินกันต่อน่ะ" น้ำเสียงของเบลกราดตะเบ็งดังแข่งกันเสียงอู้อึงของมวลลม เสียงเฮของคัมชาทก้าแสดงการตอบรับที่ดีต่อคำชวนนั้น ด้านยารัสลาฟนั้นไซร้นั่งเงียบราวกับต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการรักษาหมวกของตน "เออนี่วาเลนก้า! รู้ไหมถนนที่เรากำลังวิ่งอยู่นี่ชื่ออะไร?"
 
       "อะไรนะ? ชื่อถนน?" วาเลนตินมองหน้าคนถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจว่าชื่อถนนเกี่ยวอะไรกับสิ่งใดจนให้ต้องมาถามในยามนี้
 
 
       มุมปากของเมืองหลวงเซอร์เบียยกขึ้นยิ้มอย่างได้ใจกับสีหน้างุนงงของคนที่น่าจะสนใจผู้เป็นเจ้าของนามอันได้รับเกียรติเป็นชื่อถนนสายใหญ่ที่สุดสายนึงของที่นี่ "Јуриј Гагарин!(ยูริ กาการิน)"
 
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 

       รถจี๊บวิ่งมาถึงด่านความปลอดภัยที่ปิดกั้นถนนตั้งแต่ข้างตึกระฟ้าสะท้อนแสงแดดจ้ายามสายจากการประดับพื้นผิวด้วยกระจกสีฟ้าตลอดความสูง 115 เมตรทำให้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของเซอร์เบีย ถึงจะไม่ได้ต้องถูกหยุดให้ตรวจโดยสิ้นเชิงด้วยเห็นว่าคนที่นั่งมาในรถนั้นต่างก็สวมเครื่องแบบกันทั้งสิ้น กระนั้นความเร็วก็ต้องชะลอลง...แล้วทหารอากาศจากรัสเซียก็เงยมองสิ่งก่อสร้างซึ่งไม่เคยจำได้ว่าตั้งอยู่ตรงนี้ในหนสุดท้าย...และหนเดียว...ที่เขาเคยมาเยือนที่นี่ได้ "ตอนนั้นยังเหมือนเป็นที่ว่างๆปนหนองน้ำอยู่เลยรึเปล่านะ?"
 
       "อืมใช่...สร้าง 20 ปีหลังจากที่นายมาน่ะ"
 
 
 
       พลขับปัดพวงมาลัยให้รถเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน Boulevard Nikola Tesla หากทว่าวิ่งเลยแยกไปได้ไม่เท่าไหร่ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาสูงสุดก็บอกให้หยุดรถลง เมื่อได้รับคำอนุญาตให้พ้นจากภาระหน้าที่ รถจี๊บก็วิ่งไปยังศูนย์บัญชาการห่างไปไม่ไกลที่เซมุนน่าจะวุ่นวายควบคุมการดำเนินแผนงานอยู่ 
 
       "เอาละ...เมื่อวานผมสัญญานิก้าไว้ใช่ไหมว่าจะพาไปดูแม่น้ำดานูบใกล้ๆ? ตามมาเลย"
 
       จิตวิญญาณผู้ด้อยในด้านยศมากที่สุดในหมู่เมืองทั้งสามวิ่งกึ่งกระโดดไปข้างร่างสูงวัยกว่าที่แทบจะรู้สึกว่าเป็นพี่ชายอีกคนไปแล้ว ส่วนผู้มีอายุอยู่ระหว่างกลางของสองคนนี้สาวเท้าเดินตามช้าๆจับตาพิจารณาความสนิทชิดเชื้อที่เริ่มก่อตัวแน่นหนาขึ้นเข้าทุกวัน...และเป็นไปได้ว่า......สักวันเบลกราดจะได้รับรู้คำตอบอันแท้จริงของสิ่งที่ค้างคาในใจเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้า...เกี่ยวกับยศทางทหารของคัมชาทก้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมียศเป็นถึงพลเรือจัตวาซึ่งสูงกว่าเขาเองเสียด้วยซ้ำเนื่องจากถูกยกย่องภายในรัสเซียให้เป็น 1 ใน Город воинской славы(City of Military Glory) กลุ่มเมืองซึ่งมีวีรกรรมควรค่าได้รับการเชิดชูจากศึกใหญ่เดียวกับที่ส่งให้เขาต้องได้มาเยือนเบลกราดเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ทว่าด้วยความไม่ค่อยเอาพิธีรีตรองไม่ค่อยระมัดระวังตัวมากของนีกีต้า ทำให้'พ่อ'ตัดสินใจเก็บเรื่องตำแหน่งที่แท้จริงของคัมชาทก้าไว้และให้ใช้เครื่องแบบของทหารเรือระดับทั่วไป แต่หากถึงยามศึก...เด็กที่ดูวัยไม่เท่าไหร่ไม่เดียงสากับโลกภายนอกนักคนนี้สามารถสั่งการบัญชากองเรือแปซิฟิคที่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์นับสิบลำ จนแม้กระทั่งอเมริกาเองยังต้องระแวงระวังและตั้งฉายาฐานทัพเรือในคัมชาทก้าว่า "Hornet's nest"
 
 
       เดินกันมาจนฝ่าแนวต้นไม้และผืนหญ้าเขียวขจีได้ ภาพที่อยู่ตรงหน้าคือสายน้ำโค้งยาวนับกิโลเช่นเส้นวาดทางงานศิลปะนาดมโหฬารแบ่งแผ่นดินออกจากกันเป็นเกาะกลางน้ำสองเกาะ... ณ ที่นี้คือบริเวณซึ่งเรียกด้วยนามประดิษฐ์อันน่าพิสมัยว่า Where The Danube Kisses The Sava 
 
 
 
       ดวงตาฟ้าเทาฉายแววตื่นเต้นแลมองผืนน้ำกว้างแบบซ้ายจรดขวา พยายามกะประมาณความกว้างของลำน้ำจากฝั่งที่ตนยืนอยู่ไปถึงอีกฝั่งนึงโดยหารู้ไม่ว่าผืนดินข้างหน้าหาได้ใช่อีกฝั่งแม่น้ำจริงแท้ "แม่น้ำดานูบของจริง!! สายเล็กกว่าที่ผมคิดนะฮะ? ดูไม่กว้างเท่าโวลก้า มาตุชก้าที่บ้านพี่วาลูช่าเลย"
 
       "ผิดแล้ว ที่เห็นนั่นไม่ใช่อีกฝั่งสักหน่อย♥" เจ้าของบ้านที่น้องชายอ้างถึงจากประสบการณ์ที่ไปสัมผัสแม่น้ำสำคัญสูงสุดของรัสเซียปล่อยให้เบลกราดหยอกล้อกับจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของคาบสมุทรทางตะวันออกไกลของรัสเซีย ขณะตนนั้นยืนเบนสายตาเก็บความเคลื่อนไหวรอบๆว่ามีอะไรดูไม่ชอบมาพากลบ้างหรือไม่...ก่อนที่ดวงตาสีเทาเฉกเมฆฝนจะหยุดลงยังต้นไม้ต้นหนึ่งไกลออกไปราวๆ 25 เมตรที่ใครสักยืนพิงหันหลังให้พวกเขาอยู่...ในเครื่องแบบซึ่งพอดูออกว่าสังกัดอยู่กองทัพนาวา แต่สิ่งที่แปลกไปคือ...หากจะว่าเป็นทหารที่ประจำอยู่เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยของบริเวณรอบๆที่จัดงานพาเหรด สีของเครื่องแบบนั้นกลับขัดแย้งกับสมมติฐานโดยสิ้นเชิง...ด้วยสูงฐานะเกินไป
 
       "นั่นน่ะเป็นเกาะกลางแม่น้ำต่างหากล่ะนิก้า เห็นมั้ยถ้าขนาดเกาะแม่น้ำยังใหญ่ได้ขนาดนั้น ความกว้างฝั่งแม่น้ำของจริงคงจะต้อง---" เสียงทุ้มของเบลกราดหยุดลง เมื่อเสียงต่ำค่อนข้างแหบของยารัสลาฟทักแทรกขึ้นมา "บรานโก้...นั่นนะ"
 
 
       ดวงตาสีเขียวเจือเทาเคลื่อนไปตามทิศทางซึ่งอีกคนหันไป ไม่แน่ใจในช่วงแรกว่าต้องการจะให้เห็นสิ่งใดจนกระทั่งสังเกตพบ'แกะดำ'ท่ามกลางพืชพันธุ์สีเขียวออกหม่นของฤดูใบไม้ร่วงในที่สุด รอยยิ้มกว้างคลี่ออก มือซึ่งอยู่พ้นแนวปลายแขนเสื้อสีฟ้าสดเอื้อมไปฉุดร่างเล็กกว่าที่ยืนติดๆกันให้เริ่มออกเดินไปในทิศทางนั้น พันโทแห่งทัพฟ้ารัสเซียเคลื่อนกายตามไปไม่ห่าง...ด้วยรู้แน่ว่าใครคนนั้นซึ่งพวกเขากำลังมุ่งไปหาเป็นทหารเรือเช่นเดียวกับคัมชาทก้าอย่างแน่แท้แต่...ไว้วางใจได้เท่าใด?
 
       ระยะทางถูกทอนลงไปนับสิบเมตรก่อนเบลกราดจะเอ่ยปากเรียก "โนเล่!!!"
 
 
       หากผิดคาด...ร่างนั้นยังคงนิ่งพิงกับต้นไม้โดยไร้การสนองตอบต่อเสียงเรียกสิ้นเชิง พื้นที่ระหว่างกันค่อยๆหายไปเรื่อยๆ จนเริ่มสามารถสังเกตเห็นเรือนผมสีอ่อนแทบจะเทียบเคียงกับผมหยักศกของวาเลนตินได้ที่โผล่พ้นหมวกสีขาวที่ครอบศีรษะไว้ เข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นอีก ความสงสัยของพี่ชายบุคคลปริศนานั่นก็คลายไป...เมื่อเห็นสายสีดำๆต่อเข้ากับหูของคนที่เรียกแล้วก็ไม่หันจนต้องหลุดพึมพัมเบาๆ "โธ่เอ๊ย โนเล่...."
 
 
       นิ้วของบรานิมีร์คลายตัวออกจากที่ม้วนรวมกันเพื่อกำมือของคัมชาทก้าไว้หลวมๆ นีกีต้าชะลอฝีเท้าลงขัดแย้งกับฝีเท้าที่มุ่งหน้าเร็วขึ้นของเบลกราด...มุ่งตรงไปยังคนที่ไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวรอบกายไม่สมกับเป็นทหาร
 
 
       "พลเรือจัตวาเดยาน โนวาโกวิช! นี่มันใช่เวลาสมควรมาฟังเพลงตามสบายแบบนี้รึ!?"
 
 
       เสียงอันดังนั้นไม่ได้เปล่งออกมาเพียงอย่างเดียว หากแต่มือของผู้มียศสูงกว่าก็ดึงเอาหูฟังข้างนึงหลุดออกมาด้วยให้แน่ใจว่าครานี้เมืองใหญ่อันดับสองจะได้รู้ตัวจริงๆเสียทีว่ามีผู้ต้องการสื่อสารด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลันพร้อมๆกันทำให้ร่างซึ่งน่าจะสูงเท่าๆทหารเรือจากรัสเซียในชุดเครื่องแบบสีดำคลิบแขนด้วยสายคาดสีเหลืองทองสะดุ้งสุดตัวก่อนหันมาหาต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
 
       "อะไรอะ?! ก็พี่เนมานย่----- ฮ้ะ! พี่บรานโก้!!"
 
       "เจ้าน้องชายตัวดีของผม!" เมืองหลวงผู้มีประชากรนับสี่เท่าตัวของเมืองอันดับสองค้อมร่างลงเล็กน้อยเพื่อทักทายน้องชายตามธรรมเนียมปรกติของคนเซิร์บ ซึ่งทหารเรือในเครื่องแบบกะลาสีมองแบบสนใจราวอยากจะลองบ้าง "เซลีโก้บอกผมเมื่อวานว่าดราโก้มาส่งนายวันนี้ นี่มาถึงนานรึยัง? แล้วดราโก้ไปอยู่ไหนซะล่ะ??"
 
       "อ่า...พี่ถามผมว่าอะไรนะครับ?"
 
       กิริยาเอามือแนบหูเหมือนจะพยายามฟังให้ได้ยินชัดขึ้นเพื่อแกะความหมายของเสียงพูดให้ออกนั้นด้วยระยะห่างของทั้งสองในเวลานี้ส่งผลให้คนอายุใกล้ 2,300 ปีตกใจว่าเด็กอายุน้อยกว่าตัวเองตั้งเกือบสองสหัสวรรษทำไมประสิทธิภาพในการได้ยินถึงย่ำแย่ได้เพียงนี้...จนความสนใจถูกดึงไปด้วยเสียงดนตรีจังหวะแรงๆซึ่งเล็ดลอดออกมาจากสายหูฟังที่ถอดออกมาจากทั้งสองหูแล้ว "โอ๊ย โนเล้ล้ล้ล้ล้ล้ ทำไมฟังเพลงดังขนาดนี้!!"
 
       จิตวิญญาณเมืองเจ้าของงานเทศกาลดนตรี EXIT ซึ่งระยะหลังเป็นเทศกาลดังติดอันดับต้นๆของยุโรปเอามือสองข้างนวดคลึงใบหูตนของราวกับหวังว่ามันจะช่วยให้แก้วหูหายชาได้ไวๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยมากสักเท่าไหร่เลยกลายเป็นเสมือนหูทวนลมใส่การดุของเบลกราดโดยไม่ได้ตั้งใจ "พี่ต้องพูดดังๆหน่อยละครับ ผมยังแกะเสียงพี่ไม่ได้เลย แล้ว...พี่พาใครมาด้วยน่ะ?"
 
 
       "นี่น้องผมเอง...โนวี่ ซาด เมืองอันดับสอง...ที่ตั้งศูนย์บัญชาการกองเรือลาดตระเวนแม่น้ำดานูบ อายุไล่ๆกับนิก้าละเกิดก่อนไม่ถึง 10 ปีเอง" เมืองผู้เป็นใหญ่สุดในเซอร์เบียแนะนำตัวน้องคร่าวๆให้กับอาคันตุกะทั้งสอง "พูดรัสเซียใส่ได้เลยนะแต่คงต้องเสียงดังนิด เจ้านี่ฟังรัสเซียรู้เรื่องยิ่งมีเมืองพี่ในรัสเซียด้วย"
 
       คนแรกซึ่งฉวยโอกาสนั้นทันทีคือฝ่ายละทิ้งความระมัดระวังตัวหมดสิ้นเมื่อดูรู้จากเครื่องแบบว่าคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนนั้นสังกัดอยุ่กองทัพเรือเช่นเดียวกับตัวเอง
 
       "Доброе утро!!(Good morning!) ผมชื่อนีกีต้า วลาดิมีโรวิช คาซาคอฟฮะ! เป็นจิตวิญญาณของคาบสมุทรคัมชาทก้าจากรัสเซีย ดีใจจังเลยที่เจอทหารเรือเหมือนกัน ยินดีที่ได้รู้จักฮะ! พี่บรานโก้บอกว่าคุณอายุไล่ๆกับผมเลย เกิดปีไหนเหรอฮะ? ผมเกิด 1700 ล่ะ! อยากรู้จักบ้านเซอร์เบียคนอื่นๆมานานแล้วละฮะ ที่โรงเรียนผมเจอแค่พี่บรานโก้คนเดียวเท่านั้นเอง > 7 < /"
 
 
       การรัวคำพูดมากมายขนาดนั้นโดยดูเหมือนจะไม่ได้พักหายใจเลยด้วยซ้ำทำให้คนไว้ตัวเช่นเจ้าของผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนผู้ที่ถูกรัวการแนะนำตัวนั้นใส่หากแต่อยู่ในเครื่องแบบทหารอากาศกลั้นใจเฮือก...รอดูปฏิกิริยาของ'โนเล่'ผู้เหมือนจะไม่ได้เตรียมใจเจอรัสเซียที่ไฮเปอร์มากขนาดนี้ ยารัสลาฟจึงเพียงยืนรออย่างใจเย็นให้โนวี่ ซาดตั้งสติตอบสนองต่อการจู่โจมด้วยคำพูดจำนวนมหาศาล...ซึ่งก็ไม่ได้ใช้เวลานานอย่างที่คาด
 
       "Добро јутро! Я Деян Новакович, Рад тебя видеть! คัมชาทก้าเหรอ? คุณมีกองเรือฝั่งแปซิฟิคของรัสเซียนี่นา โอ้โห ยอดไปเลย! เป็นโชคดีของผมมากกว่าที่ได้มาเจอคุณน่ะ...ใช่ครับ ผมเกิดปี 1694...เราห่างกันแค่ 6 ปีเอง!!" ดูเหมือนการ'ซัลโวมิสไซล์'คำทักทายไปชุดใหญ่นั่นจะไม่ได้ระคายใจผู้ที่วาเลนตินยังไม่รู้จักดีเท่าไหร่ มิหนำซ้ำยังทำให้กริ่นเกรงขึ้นมาเมื่อต้องถึงทีตนเป็นฝ่ายแนะนำตัวบ้างเพราะดูเมืองอันดับสองของเซอร์เบียจะสามารถรุกด้วยการพูดรัวๆยาวๆได้ไม่แพ้คัมชาทก้า ด้าน'พ่อสื่อ'ที่ลากน้องๆมาให้พบกันก็ยืนอมยิ้มเป็นปลื้ม...พอใจยิ่งที่ทั้งคู่ดูทักทายปราศรัยกันด้วยดี
 
       "อื้ม! ที่บ้านผมมีเรือดำน้ำเยอะเลยฮะ ต้นปีนี้พ่อเพิ่งส่งเรือใหม่รุ่น Borei มาให้ผมล่ะ! กองเรือลาดตระเวนแม่น้ำของคุณเดยานใช้เรือแบบไหนบ้างเหรอฮะ? อ้อ ใช่ ผมอยากลองทำแบบที่คุณทักทายพี่บรานโก้เมื่อกี้บ้างจัง ทำยังไงเหรอฮะสอนผมหน่อย!!"
 
       "หมายถึงที่จูบแก้มกันสามทีน่ะเหรอครับ? หนแรกสุดเลยก็ต้องเริ่มที่แก้มซ้ายของคนที่จะทักแล้วก็สลับไปข้างขวา... อ่อ เรียกผมว่าโนเล่เฉยๆก็ได้ครับคุณนีกีต้า ใครๆในบ้านก็เรียกผมแบบนั้นกั----"
 
 
       ฝ่ามือที่ชื้นเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศรอบข้างลูบเข้ากับใบหน้าใต้หมวกสีน้ำเงิน...เขาควรจะดีใจใช่มั้ยที่อย่างน้อยเจ้าของฐานเรือดำน้ำหลักของกองเรือฝั่งแปซิฟิคก็ยังไม่ได้บอกเมืองเซอร์เบียที่เพิ่งเจอกันไม่ถึง 5 นาทีว่าสิ้นปีนี้กำลังจะได้เรือดำน้ำรุ่นเดียวกับที่เล่าให้ฟังนั้นเพิ่มอีกลำ ครั้นลดมือลงก็เห็นน้องชายของทั้งตนเองและเบลกราดกำลังลองวิธีการทักทายแบบเซอร์เบียอยู่...ซึ่งมันดู'รุกล้ำ'มากเกินความสบายใจของเขาที่ตั้งใจว่าจะไม่'เล่น'แบบนั้นด้วยยามถึงตาต้องมีมีปฏิสัมพันธ์กัน
 
       และเบลกราดก็'ช่วย'ให้โอกาสนั้นมาถึงไวขึ้น...ไม่ว่าจะจงใจหรือเปล่า "โอเค โนเล่ ผมดีใจที่นายกับนิก้าคุยกันถูกคอนะ ^^ แต่อย่าเสียมารยาทน่า..."
 
 
       เมื่อเห็นโนวี่ ซาดปลีกตัวจากระยะห่างราวๆ 5-6 ก้าวเข้ามาหา สื่งแรกที่วาเลนตินกระทำไปโดยสัญชาตญาณ...คือยืดแขนออกไปพร้อมส่งมือให้จับทักทาย กันไม่ให้ร่างสูงน้อยกว่านับสิบเซนเข้ามาใกล้เกินควร ม่านตาประกายสีเขียสดกว่าเหล่าใบไม้ที่อยู่รอบกายมีแววประหลาดใจเล็กๆที่ฝ่ายตรงข้ามยื่นมือออกมาไวนัก หากก็มิได้ขัดข้องใดๆ "เดยาน โนวาโกวิช โนวี่ ซาด...เป็นความยินดีที่ได้พบครับ"
 
       "ผมเขตปกครองยารัสลาฟ...วาเลนติน ยาโรสลาโววิช ซยูลิน เป็นเกียรติที่ได้พบครับ---"
 
       ทว่าการแนะนำตัวสั้นๆอย่างทางการซึ่งคิดว่าน่าจะเพียงพอด้วยเขาหาใช่เมืองใหญ่โด่งดังน่าสนใจนักกลับไม่ได้มีผลตามที่คาดคิด กลายเป็นการกระตุ้นให้บังเกิดความกระตือรือร้นเพื่อสื่อสารเพิ่มเติมราวกับคลื่นที่โถมเข้าปะทะอย่างไม่มีวี่แวว "ยารัสลาฟ?! จริงเหรอครับ!? ไม่คิดฝันเลยว่าผมได้มีโอกาสเจอตัวจริงของคุณ!"
 
       จู่ๆเมื่อถูกทักเสมือนอีกฝ่ายนั้นรู้จักตัวเองมากกว่า 'กำแพง'ป้องกันตัวจึงเริ่มก่อขึ้นในบัดดล มือที่ยังจับค้างไว้อยู่ถูกดึงเบาๆเพื่อตัดขาดการผูกติดโดยจะพยายามไม่ให้ผิดปรกติเป็นที่สังเกต "..มะ....มีอะไรเหรอครับ?"
 
       อาการ'ตระหนก'จากฝั่งจิตวิญญาณเชื้อสายรัสเซียแท้ส่งให้จิตวิญญาณเซิร์บที่เกิดใต้สมัยการปกครองของฮังการีลดการคุกคามโดยไม่ได้ตั้งใจลงก่อนอธิบายชี้แจง "คุณเป็นเพื่อนกับ'พี่'ผมมานานแล้วนี่ครับ บางทีเขาก็เล่าถึงคุณบ้าง...ผมเป็นเมืองน้องของพี่นิซนี่ครับ"
 
 
       ชื่อสองพยางค์นั้นเปลี่ยนสถานการณ์โดยสิ้นเชิง
 
 
       "นิซนี่...? คุณหมายถึงนิซนี่ นอฟโกรอดใช่ไหม???"
 
       ศีรษะที่มีหมวกสีขาวของทัพเรือสวมอยู่ผงกยืนยัน ...โชคชะตาช่างเล่นตลก...จิตวิญญาณเซิร์บอันดับสองที่เขาได้พบต่อจากเซมุนใยต้องเป็นเมืองน้องของเพื่อนที่ร่วมกันสู้เพื่ออิสระของรัสเซียเมื่อ 400 ปีที่แล้ว?
 
 
       "พี่เขาเคยเล่าว่าทีมกีฬาของเขากับของคุณแข่งกันมาตลอดจนเรียกว่าเป็นโวลก้า ดาร์บี้ แต่...เขาบอกว่าไม่ควรชวนคุณคุยเรื่องฮอกกี้มากนักเพราะเรื่องเมื่อสามปีที่แล้ว... เสียใจด้วยนะครับ มันคงเจ็บปวดมากที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น ผมในฐานะแฟนกีฬาเหมือนกันพอจะเข้าใจความรู้สึกสูญเสียแม้ผมจะไม่รู้เรื่องฮอกกี้ละเอียดนัก......"
 
 
       มือที่คุ้นชินกับการจับไม้ฮอกกี้เลื่อนขึ้นลูบหน้าของตนอีกเป็นครั้งที่สอง...เพียงแค่หนนี้ปลายนิ้วปาดใกล้กับขอบตาซึ่งมีความชื้นปรากฏขึ้นมานิดๆ "ขอบคุณครับคุณเดยาน...สามปีผ่านไปแล้ว อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็พยายามจะกลับมาแม้ยังทุลักทุเลกันอยู่ ฤดูกาลที่แล้วอุตส่าห์เข้าไปชิงแชมป์สายก็น่าภูมิใจแล้วละครับ"
 
       คู่จิตวิญญาณจากห้องสามที่โรงเรียนบนเกาะ W ซึ่งยามนี้มองสองคนที่กลับเชื่อมความสัมพันธ์กันได้โดยไม่มีวี่แววมาก่อนผ่านม่านตาเจือสีเทา ต่างผิดคาดมีสีหน้าพิศวงด้วยหาได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับนามซึ่งฉับพลันก็ทำให้ความลังเลกระอักกระอ่วนของเมืองริมฝั่งน้ำโวลก้าผู้ไม่คุ้นชินกับชาวต่างชาติที่เพิ่งพบหน้ากันได้ง่ายๆหายไปโดยหมดสิ้น 
 
       แต่แล้วก็มีบุคคลอื่นปรากฏขึ้นมาทำให้จำนวนของกลุ่มเครื่องแบบกลายเป็นจำนวนคี่...และครบสามเหล่าทัพโดยสมบูรณ์
 
 
       "นั่ง'รถเปิดประทุน'มา หลังฝนตกอากาศดีไหมล่ะ'ซินกิดูนุม'"
 
 
       มุมปากของผู้เป็นเจ้าของนามนั้นในยุคโรมันกระตุกนิดก่อนจะบังคับเส้นแบ่งปากของตนในให้ราบเรียบ...อดกลั้น แม้จะเข้าใจดีอยู่แล้่าเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกหนีพ้นจากหน้าตลอด หากแต่ก็ไม่หวังใจไว้ว่าจะต้องเผชิญหน้าไวขนาดนี้ ร่างสูงที่สุดของกลุ่มเมืองที่นับตนเป็นเซิร์บควบคุมลมหายใจ ตั้งสติเพื่อรับมือกับคนที่ผ่านมาตลอดสองพันปีเป็นมาทั้งคู่หูที่สมศักดิ์ศรีทัดเทียมกันทุกอย่างและเป็นทั้งศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในเวลาเดียวกัน สมองของบรานิมีร์ประเมินการณ์...ไนซุสน่าจะยังไม่รู้ว่าคนที่อยู่ข้างตนเป็นใครจากการเดินเข้ามาสมทบจากด้านหลังจึงเห็นเพียงเป็นชุดกะลาสีอันหากไม่เห็นตราบนแขนและหมวกก็ยากที่จะแยกได้ว่าสังกัดกองทัพเรือของชาติใด บางทีเขาอาจจะ'ใช้'คัมชาทก้าในการพลิกกลับทิศทางของการมีปฏิสัมพันธ์ได้......
 
 
       ตัดสินใจได้เช่นนั้น 'ซินกิดูนุม'ปั้นหน้าแย้มยิ้มเพื่อเตรียมเผชิญกับผู้เคยเป็นเมืองหลวงของรัฐคนเซิร์บมาก่อน ฝ่ามือยกขึ้นวางบนไหล่ของ'ตัวช่วย'ที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ให้เขากลับมาได้เปรียบพร้อมการกลับตัวหมุนไปพบหน้ากับผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างไม่ราบรื่นนักในการเจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบครึ่งปีก่อน
 
       "ออ...ขอบคุณมากเลยไนซุสที่อุตส่าห์ส่งรถไปรับตามที่ผมขอทั้งๆที่เป็นการเปลี่ยนหมายกำหนดโดยไม่ได้บอกกล่าว... นีกีต้า เอ่อ...นี่น่ะ" ฝ่ามือของร่างในชุดทหารเกียรติยศสีสดตบปุลงเบาๆเป็นจังหวะบนไหล่ของเสื้อกะลาสีกรมท่า "...จิตวิญญาณแห่งคัมชาทก้า ที่ตั้งกองเรือแปซิฟิคของรัสเซียทางตะวันออกไกล เขาชอบมากเลยล่ะที่ได้นั่งรถจี๊บมีลมตีแรงๆตลอดทางน่ะ ^^+"
 
 
       ม่านตาสีเขียวเทาจับมองจ้องดวงตาสีไม่ต่างกันบนใบหน้าทะมึนที่มักจะแฝงแววเคร่งเครียดเสมอของอีกคนที่ขยับแปรเปลี่ยนทีละน้อยตลอดช่วงเวลาหลายวินาทีตั้งแต่เขาออกปากพูด...จนถึงวินาทีที่เพื่อนร่วมห้องเรียนของตนหันกายมาให้เมืองใหญ่อันดับสามของเซอร์เบียและที่ตั้งศูนย์บัญชาการกองทัพบกรับรู้เต็มตาว่าแขกที่ผู้เป็นเมืองหลวง'เชิญ'มาได้นั้นเป็นใคร
 
       เบลกราดเหยียดยิ้มเงียบๆ ใบหน้าเรียบของนีชมีขยับก็เพียงบางส่วนของคิ้ว...ก่อนจะทำเมินและมองยังอาคันตุกะวัยเยาว์ที่มีท่าทีไม่แน่ใจว่าจะกลายทักทายด้วยภาษารัสเซียได้หรือไม่เมื่อไม่ได้รับการแนะนำจากเจ้าบ้าน
 
       "Halo! Mai imya iz Nikita..." ภาษาอังกฤษตะกุกตะกักผสมศัพท์รัสเซียเสียด้วยซ้ำนั่นทำให้ผู้สูงวัยเทียบเท่ากับเมืองอันดับหนึ่งถอนใจเบาๆก่อน'ช่วย'
 
       "Я понимаю. Говорите по-русски, пожалуйста.(I understand. Speak Russian, please.)"
 
 
       ถ้อยคำสั้นๆแค่นั้นก็เพียงพอจะสร้างความยินดีที่แสดงออกทางอารมณ์บนหน้าของคัมชาทก้าได้ ทว่ายังไม่ทันได้เริ่มรัวภาษารัสเซียอีกเป็นหนที่สอง โนวี่ ซาดซึ่งเพิ่งสังเกตเห็นพี่ใหญ่อีกคนของบ้านเซอร์เบียก็ร้องถามเสียก่อน "พี่เนมานย่า! คุยงานเสร็จแล้วเหรอครับ?"
 
       แขนของนายพลระดับสี่ดาวในชุดเครื่องแบบสีทึมกว่าเบลกราดยกขึ้น...ร่มสองคันรวบไว้ในกำมือ
 
       "แค่เป็นห่วงเราน่ะโนเล่... ฟ้าครึ้มเหมือนฝนอาจจะตกได้อีกแล้ว รู้ตัวรึเปล่า? มัวแต่เสียบหูฟังเปิดเพลงดังๆเดี๋ยวกว่าจะรู้ตัวก็เปียกซะก่อนหรอก"
 
       การตัดสินใจพูดข้อความให้ระวังนั้นด้วยภาษารัสเซียซึ่งทุกคนสามารถเข้าใจได้ ทำให้อีกสี่คนต่างเงยหน้ามองบนฟ้าที่เริ่มครึ้มด้วยเมฆฝนอีกครั้ง
 
       "ฝนจะตกอีกแล้ว?? วันนี้มันอะไรกันเนี่ยทั้งๆที่เป็นวันดีแท้ๆ!" เบลกราดบ่นอุบเพราะธรรมชาติที่กำลังจะขัดขวางความสะดวกสบายในชีวิตนั้นเตือนให้ระลึกได้ถึงสิ่งที่ต้องรีบทำ
 
       "เรื่องนั้นแกควรจะถามทอรูนุมนะ เพราะชั้นไม่ได้เป็นคนเลือกวัน" ผู้อำนาจสั่งการเด็ดขาดเหนือทัพบกของเซอร์เบียตอบอย่างเฉยชา...'โบ้ย'ไปยังเซมุนที่ถูกกล่าวด้วยนามสมัยโรมันเช่นกัน ก่อนย้ายเป้าหมายซึ่งจะรับสารจากคำพูดต่อไปของเขาไปยังจิตวิญญาณไม่คุ้นหน้าทั้งสองคน "เนมานย่า คอนสตานติโนวิช...เป็นเกียรติและความยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสพบจิตวิญญาณจากรัสเซียครับ เป็นผู้บัญชาการกองทัพบกแห่งเซอร์เบีย ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณามาร่วมเป็นเกียรติแก่งานวันนี้และสำหรับความช่วยเหลือที่คุณรัสเซียหยิบยื่นให้พวกเราเหล่าเมืองเซอร์เบียเมื่อครั้นน้ำท่วมตอนเดือนพฤษภา ขออภัยหากเป็นการไร้มารยาท แต่ตอนนี้คิดว่าพวกเราควรเดินไปหลบฝนที่ พาเลซ ออฟ เซอร์เบีย กันก่อนค่อยพูดคุยกันให้มากกว่านี้..."
 
       พี่น้องทหารยศต่ำกว่าจากประเทศใหญ่ทางเหนือค้อมศีรษะกันน้อยๆ ไม่ขัดข้องกับสิ่งที่ถูกแนะนำ ทั้งห้าร่างซึ่งต่างสูงเกินระดับ 180 เซนก้าวย่างกันเร็วไวมุ่งกลับไปยังถนนใหญ่ซึ่งจะพาไปถึงหน้าอาคารใหญ่รูปทรงตัว H อันเป็นสถานที่มักใช้รับรองงานใหญ่ๆเป็นทางการของรัฐบาลเซอร์เบีย
 
       "อา...หวังว่าจะเดินไปถึงทันก่อนฝนจะลงเม็ดนะ ขอบคุณนะครับพี่เนมานย่าที่อุตส่าห์ออกมาดูผม" ทหารเรือเซิร์บที่กลายเป็นลูกมือถือร่มให้แทนพี่ชายจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแสดงความซาบซึ้ง เพราะถ้ายืนฟังเพลงอยู่คนเดียวจริงๆคงไม่แคล้วไม่รู้ตัวเป็นแน่แท้ สายตาเหลือบแลของผู้มาช่วยเหลือไม่ได้ตอบรับอะไรมากนัก
 
 
       "เป็นทหารเรือ ถ้าตัวจะเปียกควรเปียกเพราะตกเรือมากกว่าเปียกเพราะไม่รู้ตัวว่าฝนตกนะ"
 
 
       โนวี่ ซาดหลบหน้างุดทันทีที่ถูกผู้ดำรงความมีวินัยของทหารตลอดว่ากล่าว เบลกราดขำพรืดเพราะเป็นนานๆครั้งที่จะรู้สึกว่าคนไม่ถูกโรคกันกลับพูดอะไรเข้าท่า และอดไม่ได้ที่จะแหย่เจ้าเมืองอันดับสองเพิ่มเติม "นั่นสิน้า---- เพลงดังจนหูชาขนาดนั้น ต่อให้มีเสียงฟ้าร้องพร้อมเมฆมาก็คงไม่ได้ยินอยู่ดี"
 
       "พวกพี่มารุมผมทำไมเนี่ยยยยยยย ผมอายคุณวาเลนตินกับนิก้าเขาเหมือนกันนะ----!!" เจ้าตัวเล็กสุดในหมู่เมืองเซิร์บประท้วงแกว่งร่มโวยวายแก้เขินอาย ฝ่ายรัสเซียที่ชื่อถูก"โนเล่"เรียกด้วยรูปย่อแล้วเพราะความสนิทกันที่เกิดอย่างปุบปับหัวเราะคิกคัก ส่วนผู้ที่ยังถูกเรียกชื่อด้วยคำนำหน้าว่า"คุณ"ก็เหมือนกับจะกลับเข้าสู่โหมดเหินห่างอีกครั้ง... ทันทีที่"เนมานย่า"เข้ามาผสมกลมกลืน...ด้วยเหตุผลใดสักประการ ความรู้สึกภายในของวาเลนตินประเมินว่า...คนๆนี้มีรังสีที่น่าพรั่นพรึงบางอย่าง
 
 
       ถนน Boulevard Nikola Tesla อยู่เบื้องหน้าไม่กี่สิบเมตรแล้ว...แต่ทันทีรถจี๊บคันเดิมที่มาส่งสามจิตวิญญาณเมืองนักเรียนจากโรงเรียน W ก็วิ่งกลับมาจดที่ริมถนนอีกครั้ง พร้อมๆกันร่างหนึ่งที่กระโดดลงมาจากรถไวๆพร้อมคันร่มในมือ "บราโว่ เซลีโก้! กะเวลาได้เยี่ยมมากเลย!"
 
       เสียงเบลกราดร้องทัก'คู่แฝด'ต่อหน้าเป็นครั้งแรกของวัน เซมุนมองค้อนก่อนขยับมือกวักให้ผู้ซึ่งร่วมกันดูแลเมืองหลวงของประเทศมาคุยกันใกล้ๆ
 
       ทว่าก่อนจิตวิญญาณในชุดทหารอากาศเซอร์เบียจะได้เอ่ยอะไร เบลกราดก็หันกลับไปประกาศต่อสี่คนที่เหลือ "เดี๋ยวผมไปก่อนนะ ยิ่งฝนทำท่าจะตกแบบนี้ ต้องรีบไปถึงสนามบินก่อนให้ได้ เป็นเมืองหลวงเป็นหน้าเป็นตาของประเทศดังนั้นผมควรที่จะไปออกหน้ารับปธน.ปูตินตั้งแต่โอกาสแรกเลย ^^+"
 
       กำหนดงานที่อยู่ๆโผล่มาจากนอกตารางนั้นทำให้เซมุนคว้าคอเบลกราดให้โน้มลงมาคุยซุบซิบกัน "นั่นมันไม่มีในโปรแกรมนี่?? แล้วปธน.นิโกลิชก็..."
 
        "เถอะน่า... ผมไปแค่รับที่สนามบินเดี๋ยวก็กลับไม่ได้ตามไปถึงสุสานหรอก ปล่อยชินิช่ารับหน้าไปละกัน แล้วหลังจากนั้นผมจะได้มีเวลามาอยู่กับสองคนนั้นได้นานๆเพราะอย่างน้อยไนซุสมันคงว่าผมไม่ได้ที่ขลุกกับสองนั้นตลอดเพราะผมก็ไปออกหน้ารับปูตินมาแล้ว ยังไงนายก็ช่วยดูสองคนนั้นไปก่อนละกัน...ทำไมมือถือนายไปอยู่กับไนซุส ฮะ??"
 
       ประโยคท้ายนั้นหมายถึงสาเหตุจริงๆที่ว่าทำไมต้องนั่งรถจี๊บไม่มีหลังคาออกจากบ้านมาแทน... "แล้วนายเล่นโทรมาทำไมตอนชั้นต้องประชุมแผนพร้อมๆกับไนซุสเล่า? พอดีชั้นวางมือถือไว้ หมอนั่นอยู่ใกล้กว่าก็เลยรับ"
 
 
 
      ผู้บัญชาการกองทัพหลักของประเทศซึ่งเคยเรียกว่ายูโกสลาเวียจนถึงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกอดอกยืนรอ...มองคนรู้จักกันมายาวนานสองคนที่รอดพ้นการถูกยึดครองโดยออตโตมันไปได้หลังจากเขาเสียท่าถึงร้อยกว่าปีคุยอะไรกันพยายามทำลับๆล่อๆ ใบหน้ามึนตึงเอนองศาขึ้นพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในหมู่มวลเมฆทะมึน...คาดการณ์ว่าจะยอมให้เวลาอีกเท่าไหร่ก่อนจะพาแขกเดินล่วงหน้าไปหลบฝนให้ทันก่อน อีกครั้งที่ดวงตาแข็งกร้าวนั้นลดระดับลงมา ร่างในสีเสื้อสดก็วิ่งเหยาะๆออกห่างไปหาพาหนะแล้ว...ส่วนเจ้าคนไม่มีความอดทนให้สมควรเป็นทหารจนต้องขึ้นรถมาทั้งที่เดินแค่ไม่ถึงกิโลดี'เปลี่ยนตัว'มาเข้ากลุ่มแทนที่
 
      "เจ้านั่นจะไปไหน?" เนมานย่ามองคนที่จู่ๆก็'เผ่น'ขึ้นรถจี๊บไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
 
       "ไปสนามบิน......" ผู้สวมเครื่องแบบติดยศพลอากาศตรีตอบสั้นๆด้วยว่ามีความจำเป็นเพียงอย่างเดียวในยาม 9.20 น.ว่าเหตุใดจึงต้องไปที่นั่น...ก่อนวางตำแหน่งตัวเองให้ยืนชิดทหารสังกัดทัพเดียวกันจากรัสเซียเพื่อ'หลบ'จากนายทหารยศสูงกว่าตนเพียงคนเดียว ร่มกันฝนสีดำทั้งหมดห้าคันยังไม่ทราบชะตากรรมว่าจะได้ทำงานหรือไม่ "อย่าช้ากันเลย ถึงจะมีร่มแต่ถ้าไปถึงก่อนฝนลงได้จะดีที่สุด"
 
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 
 
       เข็มสั้นของนาฬิกาในห้องรับรองเล็กห้องหนึ่งภายในอาคารใหญ่โตโอฬารเดินตามหน้าที่มาถึงเลข 11 ได้หลายนาทีแล้ว สิ่งที่ผ่านไปพร้อมกับเวลามีทั้งอาหารที่จัดเลี้ยงแขกจากประเทศผู้ช่วยเหลือเซอร์เบียให้พ้นภัยสงครามเมื่อ 7 ทศวรรษก่อน ฝนตกหนักพอสมควรซึ่งเพิ่งหยุดไปสักเกือบชั่วโมง การเล่าประวัติของสถานอันเคยเป็นที่ทำการรัฐบาลของยูโกสลาเวียมาก่อน และบทสนทนาหลายๆเรื่องซึ่งโดยมากแล้วเมืองอันดับสองจะเป็นผู้พูดคุยหลัก ส่วนสองเซิร์บที่มีหน้าที่ตำแหน่งมากกว่าก็เดินวนเวียนมาร่วมวงบ้างตามแต่ว่าจะถูกเรียกตัวไปตามความรับผิดชอบหรือไม่
 
       "ครับ ช่วงพาเหรดพี่เซลีโก้จะอยู่กับพวกคุณบนอัฒจรรย์ ส่วนผมจะแยกไปประจำขบวนกองเรือที่แล่นมาตามโค้งน้ำที่เห็นเมื่อเช้า พี่เนมานย่าจะอยู่หัวขบวนพาเหรดร่วมกับพวกผู้บัญชาการคนอื่นๆ...... ส่วนพี่บรานโก้ผมขออุบไว้แล้วกันครับ แต่ก็ไปร่วมในพาเหรดด้วยแน่ๆ"
 
       "โหหหห จะมีเรือมาด้วยเหรอฮะ!?  แล้วมีเครื่องบินด้วยรึเปล่า? อย่างพาเหรดทุกปีที่มอสโกจะมีเครื่องบินโชว์ปิดท้ายด้วยนะฮะ"
 
        "ผมไม่อยากสปอยล์นิก้าเลย...ขอไม่บอกละกัน อันนั้นความรับผิดชอบของพี่เซลีโก้ในการเตรียมงาน ขึ้นอยู่กับพี่เขาละว่าจะบอกได้มั้ย ผมไม่เกี่ยวๆ"
 
 
        เด็กวัยภายนอกดูไม่พ้น 15 ปีเท่าๆกันคุยกันไปหัวเราะเฮฮากันไป ในขณะที่คนแก่ที่สุดในห้องตอนนี้เช็คความเคลื่อนไหวภายนอกจากทวิตเตอร์สำนักข่าวของรัสเซียที่มีทีมงานมาเกาะติดสถานการณ์ในเบลกราดอยู่อย่างเงียบๆ แค่แป๊บเดียวก็ถูกเรียกความสนใจโดย'น้อง'ของเพื่อนสนิทจากลุ่มน้ำโวลก้าด้วยกัน"คุณวาเลนตินครับ! ถ่ายรูปด้วยกันหน่อยเถอะครับ!!"
 
       โดยที่ยังไม่ทันได้รู้อะไร จู่ๆข้างไหล่ทั้งสองก็มีน้องๆโผล่เบียดเข้ามา แขนในสูทเครื่องแบบสีดำเหยียดสุดเอื้อมโดยมีโทรศัพท์มือถือที่ในยุคนี้กลายเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ไปแล้วเล็งมา
 
       "โอ๊ะๆ นิก้า เบียดเข้ามาอีกนิดนึงจะได้ไม่หลุดโฟกัสนะ"
 
       "แบบนี้เหรอ?" นีกีต้าเกาะไหล่พี่ชายตัวเองที่อยู่กลางโฟกัสกล้อง ยื่นหน้าแนบเข้ามาอีกจนหมวกของทั้งคู่แทบจะเกยกันอยู่แล้ว
 
       "เอาละๆ ได้แล้ว!! ยิ้มหน่อยครับคุณวาเลนติน!"
 
 
       แม้จะไม่ใช่คนยิ้มยากชนิดกว่าจะยิ้มได้สักทีก็ต้องออกแรงดึงมุมปากให้หน้าที่นิ่งราวแผ่นน้ำแข็งขยับจนหน้าแทบร้าว กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายในเวลาอันสั้น เสียงชัตเตอร์ลั่นลงโดยที่คนตรงกลางยังขยับปากไม่เป็นยิ้มเสียด้วยซ้ำ
 
       เซมุนเดินกลับเข้ามาทันช่วงวินาทีสุดท้ายพอดี และยืนมองน้องที่รู้จักมาตั้งแต่เจ้าตัวเพิ่งเกิดเมื่อ 300 กว่าปีก่อนอัพรูปที่เพิ่งถ่ายลงอินสตาแกรมอย่างสนุกสนานพลางส่ายหน้าน้อยๆ...อ่อนอกอ่อนใจในพฤติกรรมวัยรุ่นที่ตนแก่เกินกว่าจะเข้าถึง "โนเล่...ไปกวนอะไรคุณวาเลนตินเขา ฮึ?"
 
       "ผมแค่อยากถ่ายเซลฟี่เก็บไว้เองครับพี่ก็ อุตส่าห์ได้เจอคนที่พี่นิซนี่รู้จักทั้งทีผมเลยอยากส่งรูปให้พี่เขาดูน่ะ!"
 
       อดีตหนึ่งในเมืองหลวงของรัฐคนเซิร์บในอาณาจักรออสเตรียเมื่อช่วงปี 1848 ผ่อนลมหายใจกับน้องเล็กซึ่งดูเหมือนเขาจะดุไม่ได้เข้าทุกวัน มือเลื่อนเก้าอี้อีกตัวข้างๆผู้ใส่เครื่องแบบทหารอากาศเช่นกันก่อนนั่งลงอย่างเงียบๆด้วย สักพักกว่าสองทหารเรือจะกลับมานั่งอยู่เฉยๆด้วยกันหลังจากถ่ายรูปวิวฟ้าหลังฝนข้างนอกอัพใส่่เว็บรูปไปอีกหนึ่ง
 
 
       "คุณวาเลนตินปรกติปฏิบัติงานการกับเครื่องบินแบบไหนเหรอครับ?"
 
 
       คำถามนั้นก็ดูไม่ได้ผิดแปลกอะไรด้วยผู้ถามก็อยู่เหล่าทัพเดียวกัน ย่อมต้องพอทราบรายละเอียดงาน...แต่เป็นคำถามที่ทำให้จิตวิญญาณซึ่งใส่เครื่องแบบกองทัพอากาศรัสเซียชะงักยาว...ไม่แน่ใจยิ่งยวดว่าควรจะให้คำตอบเช่นไร คู่ป่วนที่โชคชะตาพาให้บังเอิญมีเรือรบในครอบครองไม่ต่างกันก็สนใจในหัวข้อนั้นเช่นกันและตามรอฟังคำตอบอย่างกระตือรือร้น......จนสุดท้าย ยารัสลาฟส่ายหน้า...
 
       "ผมอยู่หน่วย'เอาลง'ครับ"
 
       "ครับ??" ผู้เชี่ยวชาญภาษารัสเซียน้อยที่สุดหลุดปากกึ่งตกใจ...สงสัยตัวเองนักว่าเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า
 
 
       "ผมไม่เคยขับเครื่องบินเลยสักรุ่นครับ หน้าที่ของผมคือทำงานโดยตรงกับหน่วยเรดาร์ตรวจจับอากาศยานขั้นสูงแล้วก็...หน่วยขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน สองหน่วยนั้นเป็นสายงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโรงเรียนนายเรืออากาศที่บ้านผมครับ ดังนั้นเรื่องเครื่องบินผมจะทราบในแง่ที่ว่่า...จะเอาลงจากฟ้าได้ยังไง ด้วยมิสไซล์รุ่นไหน มากกว่าเอาขึ้นฟ้าได้ยังไง"
 
 
       นายทหารระดับสูงของกองทัพเซิร์บถึงกับไปกันต่อไม่ถูกเมื่อเจอความสามารถที่เหนือความคาดหมายสำหรับคนที่ดูไม่มีแนวโน้มว่าจะถนัดในเรื่องการทำลายล้างเลย ดังนั้นคนที่ต่อบทสนทนาจึงเป็นคัมชาทก้าเพียงคนเดียวผู้ไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนอะไรจากเรื่องที่เพิ่งรู้นั่น "งี้พี่วาลูช่าก็ใช้ S-300 เป็นใช่มั้ยฮะ?! ดีจังเลย วันหลังสอนผมบ้างสิฮะ! พ่อส่งมาให้ผมหลายปีแล้วแต่ผมยังใช้ไม่ค่อยเป็นอะ"
 
       "ไม่ต้องหรอก อีกไม่กี่ปีพ่อก็จะอัพเกรดเป็น S-400 ให้หมดแล้ว ไว้ผมสอนใช้ S-400 ทีเดียวเลย"
 
 
(S-400 ที่พูดถึงกันคือนี่ครับ มิสไซล์ต่อต้านอากาศยานของรัสเซีย)
 
 
       พี่น้องจากรัสเซียคุยกันอีกนิดนึงก่อนวาเลนตินจะหันกลับมาหาจิตวิญญาณของประเทศที่เล็กกว่าบ้านของตัวเองมาก "...ว่ากันตามจริง พวกคุณเองก็มีหน่วยต่อต้านอากาศยานที่เข้มแข็งไม่เบาเหมือนกันไม่ใช่หรือครับ? เมื่อสักปีกว่าๆก่อนที่บรานโก้กลับมาเพราะเรื่องการบ้านจากทางโรงเรียน เขาส่งโปสการ์ดไปให้ผมใบนึงด้วย... ที่เป็นรูปเครื่องบินรบของอเมริกาเห็นว่าถูกทหารที่นี่ยิงตกทั้งที่สามารถหลบจากการตรวจจับของเรดาร์ได้ ...หากคุณเซลิมีร์สนใจ...ผมพอทราบมาว่าในอนาคต S-400 จะรับออเดอร์ขายให้กองทัพต่างชาติเช่นกัน ถ้ากองทัพเซอร์เบียสั่งซื้อ...ผมอาจจะถูกพ่อส่งมาให้ฝึกทหารของคุณให้เข้าใจวิธีใช้ก็ได้ครับเพราะมันเป็นหน้าที่โดยตรงจากสิ่งที่สอนในโรงเรียนทหารบ้านผมอยู่แล้ว"
 
 
       คู่จิตวิญญาณจากภูมิภาคย่อยวอยโวดีน่าของเซอร์เบียมองหน้ากัน...ทึ่งแล้วทึ่งอีก เซมุนรู้สึกชื้นๆที่ไรผมเหมือนจะมีเหงื่อจนต้องยกปลายนิ้วขึ้นปาดไล่ "ข...ขอดูก่อนแล้วนะครับคุณวาเลนติน ไม่ปฏิเสธว่านั่นเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่......แต่...เรื่องนี้ผมคงไม่มีอำนาจสั่งขาดเท่าไหร่แม้จะเป็นเมืองที่มียศสูงสุดของทางทัพอากาศ คงต้องดูงบประมาณของทางรัฐบาลละครับว่าจะเป็นไปได้ไหม..."
 
       'ฮีโร่'ซึ่งเข้ามากู้สถานการณ์โดยไม่รู้ตัวโผล่พรวดเข้ามาในห้องหลังความเงียบงันครอบคลุมได้ยังไม่เกินสองนาที ในสภาพที่เสื้อสีฟ้าของตนมีสีเข้มขึ้นที่ไหล่เพราะเปียกฝน "มาแล้วๆ! เป็นไงกันบ้าง?!"
 
       ผู้เป็นส่วนนึ่งของเมืองหลวงเซอร์เบียในปัจจุบันมองเนือยใส่คนมักห่วงหน้าตาตัวเองที่สภาพตอนนี้ดูไม่จืดสักเท่าไหร่..นอกจาก'สีด่าง'บนไหล่แล้วผมเผ้ายังดูเปียกด้วยอีกต่างหาก
 
       "นี่นายไปรับท่านปธน.ด้วยเสื้อแบบนั้นน่ะนะ? หน้าตาของประเทศ..." เสียงขาดหายไปพร้อมอาการส่ายหน้า "หน้าแตกของประเทศมากกว่าละมั้ง?"
 
       "ปั๊ด... ยังมีอารมณ์มาแซวผมอีกนะเซลีโก้! กลับมาก็รีบเข้ามาดูนี่แหละ เดี๋ยวผมก็ไปหาผ้ามาซับน่า ต้องแห้งทันพาเหรดอยู่แล้วสิ---" เบลกราดชะงักไปเพราะรู้สึกถึงความไม่ปรกติของน้ำหนักบนศีรษะซึ่งหมวกสีฟ้าเช่นเสื้อเครื่องแบบอยู่ๆก็รู้สึกเหมือน'หายไป'แล้วทันใดก็มีผืนผ้าคลุมผลุบลง
 
 
       "...ค่ะ ผ้าเช็ดตัว 1 ผืน มาตามที่ต้องการแล้วค่ะ"
 
 
       ถึงจะไม่ได้เห็นตัวแม้เพียงเสี้ยวสายตา อย่างไรบรานิมีร์ก็พลันตระหนักได้ทันทีว่าใครเป็นผู้จัดหาผ้ามาให้อย่างว่องไวเกินไป
 
       ......ทว่าด้วยทราบว่าผู้ที่ยืนห่างด้านหลังไปไม่น่าจะเกินเมตรนั้นคือใคร กลับยิ่งทำให้คนที่เรียกหาผ้าไม่กล้าเบือนหน้ามาขอบคุณผู้น้อยซึ่งปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี...คงด้วยบังเอิญเห็นตนเองในสภาพนี้ก่อนหน้าตั้งแต่เข้าตึกมาสักจุด กลับกันสิ่งที่ทำคือยกมือขึ้นขยับๆผ้าเช็ดผมโดยปล่อยให้ผืนผ้าคลุมปิดหน้าของตนต่อไป ก่อนจะกล่าวชื่นชมตามสมควรหากด้วยกำแพงของสิ่งทอที่กั้นอยู่ทำให้คลื่นเสียงถูกส่งผ่านออกมาได้ไม่ดีนัก เป็นเสียงอู้อี้กว่าปรกติที่ฟังยากสักหน่อย "Hvala, Sladjana."
 
       แล้วต่อมาชายของผืนผ้าก็ถูกยกขึ้น ดวงเนตรมีขนตายาวจ้องเป๋งเข้ามายังบุคคลที่แอบซ่อนได้กระทั่งในใต้ผ้าเช็ดตัว "พี่คะ เอาผ้าออกสิคะ หนูฟังแล้วเหมือนพี่พูดว่า 'ฮาวาย สเลย์น่า' เลย"
 
       ครานี้กลับเป็นฝ่ายจิตวิญญาณจากต่างแดนที่มองหน้ากันเงียบๆก่อนเปลี่ยนไปมองคนที่ส่ออาการผิดปรกติอย่างทะแม่งๆ เมืองหลวงปัจจุบันของวอยโวดีน่าทำเฉยเหมือนไม่ได้มีอะไรผิดแปลกเลย ส่วน'เลขา'ประจำตัวของเมืองหลวงเพียงหนึ่งเดียวของยูโกสลาเวียก็เมียงมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าขบขันเสียมากกว่าคิดจะช่วยเหลือ...ก็มันไม่มีอะไรให้ช่วยสักนิด
 
 
       "สลาจาน่า...แนะนำตัวก่อนสิ" ในที่สุดเบลกราดก็ยอมเปิดผ้าออกจากหน้าตัวเองแล้วยกมือชี้บุ้ยใบ้ไปทางโต๊ะตรงกลางห้อง
 
       จิตวิญญาณเมืองเซอร์เบียคนแรกที่ปรากฏตัวให้คัมชาทก้ากับยารัสลาฟเห็นในฐานะน้องสาวของบรานิมีร์เบนตามองไปเก็บรายละเอียด ก่อนผละเดินมาถอดหมวกทรงสูงสีฟ้าเข้ากับชุดเครื่องแบบทหารเกียรติยศเช่นเดียวกันบรานิมีร์ที่เธอใส่อยู่แล้วยืนตรงวันทยาหัตถ์ให้กับแขกผู้มาเยือน
 
        "สลาจาน่า โบยาโนวิช จิตวิญญาณจากเมืองอูซิทเซ่ทางตะวันตกของเซอร์เบียค่ะ"
 
        "นี่คุณวาเลนติน ยาโรสลาโววิช ซยูลิน จิตวิญญาณจากเขตปกครองยารัสลาฟ ส่วนคนที่ข้างๆโนเล่ คุณนีกีต้า วลาดิมีโรวิช คาซาคอฟ จากคัมชาทก้า" เซมุนตัดบทช่วยแนะนำตัวดึงสมาธิของหญิงสาวเพียงคนเดียว "ซ้อมช่วงเช้าเสร็จแล้วใช่ไหม? วันนี้ตั้งใจให้ดีนะ เธออุตส่าห์จะได้เป็นส่วนนึงของพาเหรดด้วย แล้วไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้จัดอีกเมื่อไหร่"
 
        แต่แผนการดึงตัวสาวผมสีน้ำตาลแดงที่มัดเป็นส่วนๆตามระเบียบของกองทัพกลับไม่เปิดโอกาสให้เบลกราดได้หลบไปอย่างสบายๆ เมื่อโนเล่กระหยิ่มยิ้มแล้วออกท่าออกทางเรียกความสนใจจากพี่สาวแล้วชี้ให้ดูด้านหลัง...
 
        "พี่บรานโก้! อย่าเพิ่งไปไหนค่ะ เดี๋ยวเราต้องคุยกันเรื่องพาเหรดก่อนนะ!"
 
       อูซิทเซ่ทำกิริยาขออนุญาตต่อเซมุนแล้วก้าวพรวดๆตามคนลุกลี้ลุกลนซึ่งกำลัง'เผ่น'ออกจากห้องรับรองนั้น
 
 
       โนวี่ ซาด ปิดปากหัวเราะ...พี่สาวกับพี่ชายคู่นามสกุลโบยาโนวิชด้วยกันไม่เคยทำให้ผิดหวังในแง่บันเทิงจริงๆ ร่างซึ่งกลับมาเป็นผู้สูงยศที่สุดในห้องหลังนายพลสี่ดาวหนีอ้าวออกไปกลอกตาใส่น้องชายแล้วเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้แบบจนใจจะช่วย ทหารรัสเซียซึ่งมีวัยสูงกว่าอีกคนมองสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด...ก็ขนาดกับมอสโกที่เป็นเมืองหลวงของรัสเซียแท้ๆ หมอนี่ยังไปรังควานได้อย่างไม่มีกริ่นเกรงใดๆแล้วใยจึงมีพฤติกรรมราวกับ'ขยาด'จิตวิญญาณหญิงในบ้านที่ตัวเองเป็นเมืองหลวงแท้ๆแบบนี้?
 
       เสียงดนตรีจากวงโยธวาทิตด้านนอกเล็ดลอดเข้ามาเบาๆ เหล่าเครื่องเป่ากำลังสร้างทำนองเพลงชาติที่คุ้นหู
 
       "ท่านปธน.มาถึงแล้วล่ะ" ทว่าสองรัสเซียก็พอจะทราบได้ด้วยเพลงชาตินั้นเป็นเพลงที่พวกตนร้องกันอยู่ประจำ เมื่อจบลงทำนองที่ขึ้นต่อมาคือเพลงชาติเซอร์เบีย
 
      "ทราบไหมครับว่าเพลงนี้อันที่จริงเก่ามากแล้ว ใช้เป็นเพลงชาติตั้งแต่เมื่อเกือบ 150 ปีที่แล้วสมัยยังเป็นรัฐคนเซิร์บยังไม่มีอิสระเต็มตัวจากออตโตมัน แต่ยกเลิกไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จนเพิ่งนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2006" เซมุนอธิบายพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ "พวกคุณจะออกไปดูสักหน่อยไหมล่ะครับ? เดี๋ยวผมจะพาไป...ถ้าพ้นช่วงนี้แล้ว เดี๋ยวท่านปธน.จะพูดคุยเรื่องความร่วมมือต่างกับผู้แทนรัฐบาลอีกหลายชั่วโมง กว่าท่านจะออกมาอีกครั้งก็ตอนเริ่มพาเหรดสักบ่ายสามนั่นละครับ"
 
 
       ในสถานภาพของทหารโดยทั่วไป ย่อมต้องอยากเห็นความปลอดภัยของผู้นำประเทศด้วยตาตนและไม่ลังเลที่จะเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องหากเกิดเหตุร้ายขึ้น แต่ทั้งสองสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในห้วงความคิดของผู้ไม่ใคร่ถูกโรคกับนักการเมือง...ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ตามทว่าเขาก็ตระหนักว่าการมาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อทำตามความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว ตาสีเทาเลื่อนไป...ชั่งใจจากปฏิกิริยาจากคนที่อยากมาที่นี่มากที่สุด
 
       "ขอยืนอยู่ห่างๆก็พอครับ ท่านไม่ทราบหรอกว่าพวกผมจะมา...และไม่มีเหตุอันควรใดเลยที่จะไปกวนเวลาท่านเพิ่ม"
 
 
 
 
       ร่างซึ่งวันนี้แยกออกจากเบลกราดที่แท้จริงได้ง่ายด้วยเครื่องแบบอันต่างกันพาจิตวิญญาณเมืองจากต่างชาติออกมายังลานกว้างด้านหน้า นักการเมืองผู้นำทั้งรัสเซียและเซอร์เบียกำลังเดินตรวจแถวทหารเกียรติยศก่อนไปทักทายกับผู้แทนประเทศกันห่างออกไป ทั้งสามยืนรวมกันค่อนมาทางใกล้กันตัวอาคาร ให้แถวฝูงชนอื่นๆบดบังไว้
 
       เบลกราดใหญ่เดินมาสมทบพร้อมกับคนผมสีอ่อนที่สุดในหมู่เมืองเซิร์บ "วันนี้จอร์เจไม่มา?"
 
       บุคคลที่เอ่ยถึงนั้นคือเมืองอันดับสี่ของเซอร์เบีย...ครากูเยวัทส์
 
       "เขาขอตัว...ที่บ้านยุ่งๆอยู่มีเรื่องต้องจัดการ"
 
       บรานิมีร์อือออ...นึกเพิ่มว่ามีใครในบ้านที่หวังอยากจะให้มาเจอแขกทั้งสองคนอีก "มาริทซ่า?"
 
       คำถามนี้เป็นผู้รับผิดชอบกองเรือลาดตระเวนแม่น้ำดานูบที่ชักสีหน้าหน่อยๆโดยไม่ให้พี่ใหญ่เห็นก่อนจะแจง "ไม่มาหรอกครับ...เขาเกลียดอะไรๆเกี่ยวกับการสู้รบจะตาย...พี่สลาจาน่าเคยให้ลองถือปืนสั้นทั้งที่ล็อคแล้วยังแทบจะเป็นลม"
 
       ร่างสูงใกล้เคียงสองเมตรที่สุดในเหล่าสลาฟใต้เป่าปาก "แล้วกันสิ อุตส่าห์พาฝั่งรัสเซียมาจะได้ให้รู้จักๆกันไว้ มีใครมากี่คนบ้างเนี่ย??"
 
 
       "คราลเยโว่กับปันเชโว่ก็มา...แต่เขาไม่ได้มีความจำเป็นต้องรายงานตัวกับแก อีกอย่างเขารู้หน้าที่ไม่ได้ร่อนไปทั่ว"
 
 
       เบลกราดมุ่นคิ้ว...ดึงเหยียดมุมปากราวยิ้มประชดกับคนที่ดูเหมือนจะตั้งตัวเป็นเมืองหลวงแทนในยามที่เขาห่างบ้าน จริงอยู่ที่ในฐานะผบ.กองทัพบกทำให้สองเมืองที่กล่าวถึงนั้นสามารถรายงานตัวโดยตรงกับนีชได้แทน แล้วก็ต้องผงะนิดเมื่ออูซิทเซ่เดินมาร่วมวงด้วย
 
       "เสื้อพี่แห้งดีรึยังคะ?" สลาจาน่าถามเรียบๆแสดงความเอาใจใส่ผู้บังคับบัญชา
 
       "คิดว่าผมมายืนข้างนอกตากแดดที่มีอยู่น้อยนิดอยู่ทำไมเล่า โธ่..." บรานิมีร์ยืนขยับถ่ายน้ำหนักไปมาระหว่างขาทั้งสอง มองกลุ่มนักการเมืองที่เริ่มพากันเดินเข้าไปในอาคาร...ประกาศถึงช่วงที่เวลาที่ค่อนข้างจะ'ว่าง'อีกครั้งของเหล่าจิตวิญญาณเมืองทั้งหมด นีกีต้ายื่นหน้ามองสาวคนเดียวในหมู่เครื่องแบบ...สนใจกับสิ่งที่ค่อนข้างแปลกใหม่ "คุณสลาจาน่าใส่ชุดแบบเดียวกับพี่บรานโก้เลย เป็นทหารเกียรติยศเหมือนกันใช่ไหมฮะ??"
 
 
       แม้ว่าทหารหญิงในกองทัพรัสเซียก็มีบ้าง...ทว่าหมู่การ์ดเกียรติยศนั้นเป็นฝ่ายชายล้วนๆ
 
 
       "ถูกแล้วค่ะคุณนีกีต้า ได้รับหน้าที่นี้เพราะดิฉันเคยจับอาวุธขึ้นสู้บ้างช่วงเมื่อ 70 กว่าปีก่อน เป็นบริเวณแรกๆที่กองกำลังยูโกสลาฟปาร์ติซานสามารถยึดคืนจากฝ่ายศัตรูได้ แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่นานนักก็ตามค่ะ" คำอธิบายเป็นภาษารัสเซียฉะฉาน...คุณสมบัติที่ค่อนข้างหายากสำหรับเมืองที่เล็กจนฝั่งรัสเซียไม่เคยได้ยินมาก่อนเพราะไม่ติดใน 10 อันดับเมืองใหญ่สุดเสียด้วยซ้ำ
 
       จิตวิญญาณจากตะวันออกสุดพยักหน้ารัวๆ "คุณมีเมืองพี่น้องในรัสเซียด้วยหรือเปล่าน่ะฮะ พูดรัสเซียชัดจังเลย!"
 
       มือเรียวใต้ถุงมือสีขาวยกผายไปยังพี่ชายจากส่วนของประเทศที่อยู่ใกล้บัลกาเรียกว่าคนอื่นๆ "ค่ะ ดิฉันกับพี่เนมานย่า...เรามีเมืองพี่น้องจากรัสเซียเมืองเดียวกันคือคุณคูร์สก(Kursk)"
 
 
       "สลาว่า..." วาเลนตินพูดชื่อย่อจิตวิญญาณเมืองนั้น...สเวียตาสลาฟ...ซึ่งก็รู้จักกันมานานพอควรด้วยต่างกำเนิดขึ้นมาในยุคเคียฟรุสร่วมกัน เมืองหลักของเขตปกครองย่อยต่างๆในรัสเซียมีตั้ง 80 กว่าเขต...ไฉนจิติญญาณเมืองเซอร์เบียเท่าที่เขาเจอจึงต้องมีสายสัมพันธ์กันคนที่รู้จักทั้งนั้น? ถ้าอย่างเมืองใหม่ๆซึ่งเกิดมาหลังการเปลี่ยนราชวงศ์จากรูริคเป็นโรมานอฟตั้งแต่ฝั่งอูราลไปจนถึงไซบีเรีย เขาไม่ค่อยรู้จักมากเท่าใด "น่าตกใจจริงๆเลยที่เรามีคนคุ้นเคยร่วมกันอีกแล้ว ผมรู้จักกับคูร์สกมาตั้งแต่สมัยเคียฟรุส..."
 
       คนที่'หูผึง'กับความที่เพิ่งทราบนั้นมองหลุกหลิกดูว่าไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจกลุ่มพวกตนอยู่ ก่อนกระซิบบอกพี่สาว "...ถ่ายรูปคุณวาเลนตินส่งไปให้คุณคูร์สกดูสิครับพี่ ผมถ่ายกรุ๊ปฟี่ลงอินสตาแกรมแท็กพี่นิซนี่ไปแล้ว"
 
 
       ดวงตาสีเขียวเทาคู่ที่ซึ่งต่างจากคู่อื่นด้วยขนตางอนสบม่านตาสีเขียวสดเพียงคู่เดียว ใช้เวลาตัดสินใจอยู่ครู่ใหญ่ก่อนโทรศัพท์มือถือประจำตัวถูกดึงออกมา "ขออนุญาตนะคะคุณวาเลนติน..."
 
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 
 
       เวลาเดินผ่านไปเรื่อยๆ เฉกเดียวกับสมาชิกของกลุ่มซึ่งกลับมาประจำการกันอยู่ในห้องรับรองที่ขาดหายไปเรื่อยๆ... บ่ายโมงกว่าๆโนวี่ ซาดขอตัวแยกออกไปเป็นคนแรกเพราะต้องไปเตรียมพร้อมดูความเรียบร้อยหมู่เรือซึ่งจอดไกลออกไปทางต้นแม่น้ำซาว่ารอตั้งขบวนเพื่อล่องมายังจุดที่แม่น้ำซาว่าและดานูบไหลรวมกันและแล่นทวนลำน้ำดานูบต่อไปเพื่อผ่านหน้าบริเวณจัดพาเหรด ...ใกล้เข้าบ่ายสองนีชถูกเรียกตัวไปเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยขั้นสุดท้ายของขบวนที่จะสวนสนามบนถนน Boulevard Nikola Tesla ...14.15 พี่ชายกับน้องสาวในเครื่องแบบทหารเกียรติก็ลาจากตามไป...
 
       เหลืออยู่เพียงทหารอากาศสองและทหารเรืออีกหนึ่งคน
 
 
       ผู้สังกัดทัพฟ้าของฝ่ายสลาฟใต้เดินเลียบเคียงหน้าต่าง นิ้วแหวกช่องระหว่างแนวม่านบานเกล็ดเพื่อเก็บข้อมูลวิสัยทัศน์ด้านนอกซึ่งเริ่มหนาตาด้วยประชาชนชาวเซิร์บที่มาชุมนุมรอดูทั้งพาเหรดและผู้นำของรัสเซีย ...สภาพอากาศยากที่จะประเมินได้ว่าจะเป็นเช่นไร เมฆฝนซึ่งทำตัวเสมือนกับเป็นแขกกิตติมศักดิ์วนเวียนอยู่บนผืนฟ้าแทบตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงสาย แต่ลำแสงแดดที่ยังพอเห็นอยู่บ้างน่าจะให้ความหวังต่ออนาคตอันใกล้ที่ดี
 
       "ยังมีเมฆอยู่เลย แต่ถ้ามองในแง่ดีคือแดดก็คงไม่แรงจนเกินไป" เซมุนตัดสินใจเมื่อเหลือช่องว่างไม่ถึง 20 นาทีจาก 15.00 นมที่จะพาแขกรับเชิญทั้งคู่ออกไปยังอัฒจรรย์ที่จัดไว้ให้แขกผู้มีเกียรติได้รับชมขบวนพาเหรดได้ง่ายที่ด้านหลังพาเลซ ออฟ เซอร์เบีย
 
 
 
       พื้นที่บนอัฒจรรย์เองก็เริ่มไร้ที่ว่างเข้าทุกขณะแล้ว ฝ่ายเจ้าบ้านพาจิตวิญญาณรัสเซียวัยน้อยกว่าขึ้นไปยืนอยู่ด้านบนๆสุดเยื้องทางริมขอบ...ซึ่งวาเลนตินก็ได้แต่กล่าวขอบคุณในใจที่อัฒจรรย์อันถูกพาขึ้นไปยืนนั้นแยกออกมาต่างหากจากอัฒจรรย์หลักที่ปธน.สองประเทศไปจะยืนอยู่เพราะอย่างไรเขาก็ไม่อยากไปอยู่ใกล้ๆผู้นำประเทศนักอยู่ดี ส่วนคนไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวอะไรตื่นตากับกับคนเซิร์บจำนวนหลายพันที่มารวมกันเพราะการสวนสนามในจตุรัสแดงทุกวันที่ 9 พฤษภานั้นมักจะกันคนออกให้พ้นจุตรัสแดงออกเสียหมดยกเว้นผู้ได้รับเกียรติให้ร่วมเฝ้าชมพาเหรดจากอัฒจรรย์พิธีการ "คุณเซลีมีร์ฮะ คนเยอะจังเลย!!"
 
       "ก็นี่เป็นการสวนสนามของกองทัพครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปีน่ะครับ ...หนสุดท้ายที่จัดงานแบบนี้คือปี 1985...ตั้งแต่ตอนนั้นยังเป็นยูโกสลาเวียอยู่ แล้วไปสวนสนามกันที่หน้ารัฐสภาที่อยู่ฝั่งโน้น" เซมุนอรรถาธิบายบอกใบ้ไปที่อีกฝั่งนึงของแม่น้ำซาว่า...ซึ่งด้านนี้เห็นหัวแถวของขบวนตั้งอยู่่างออกไปที่ปลายถนน
 
 
       บรรยากาศการรอคอยถูกระงับลงเมื่อเสียงวงโยธวาทิตของกองทัพเซอร์เบียบรรเลงทำนองเพลงอีกครั้ง ทั้งสองรัสเซียเงี่ยหู...เป็นเพลงที่ไม่ค่อยคุ้นนัก(0.01)
 
        "Марш на Дрину(มาร์ช นา ดรินู)...เพลงของกองทัพเซอร์เบียในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 น่ะครับ แต่งหลังจากศึกในปี 1914 บริเวณแม่น้ำดริน่าทางตะวันตกของเซอร์เบียติดกับบอสเนียซึ่งเป็นการรบครั้งแรกที่ฝ่ายเซิร์บสามารถชนะกองกำลังของออสเตรีย-ฮังการีได้..."
 
 
(จากนี้ไปจะวงเล็บเวลาในวิดของลำดับเหตุการณ์ที่เขียนถึงพาเหรดด้วย)
 
 
       เมื่อผู้นำของทั้งรัสเซียและเซอร์เบียตามมาพร้อมประจำที่เพื่อกล่าวเปิดพาเหรด เหล่าจิตวิญญาณเมืองทั้งสามคนค่อยสังเกตเมฆทะมึนก่อตัวกลับมาและหยดฝนค่อยๆแทรกตัวฝ่ามวลอากาศลงมายังพื้นเบื้องล่าง ถึงจะไม่หนักก็สร้างเสียงแสดงความผิดหวังของพลเมืองเซิร์บให้ดังขึ้นกับสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ แม้แต่กลุ่มคนบนอัฒจรรย์เองก็เริ่มมีการหยิบร่มมากางกัน 
 
       แต่สามร่างที่มีอายุมากกว่าร่างอื่นๆรอบทั้งหมดนั้นต่างนิ่งเฉย...เมื่อจิตวิญญาณและทหารคนอื่นๆที่อยู่ในขบวนรอสวนสนามกันก็ย่อมไม่มีโอกาสได้คิดจะหลบจากฝนนั้น พวกตนก็ไม่สมควรเอาสบายแต่ตัวทั้งที่วันนี้สวมเครื่องแบบไม่ต่างกัน
 
       "อ๊ะ รุ้ง!!!!" คัมชาทก้าโพล่งออกมาให้คู่ทหารอากาศเบนหน้ามองดู และก็เห็นเส้นสีของรุ้งจริงๆที่ทิศตะวันออก
 
       "ประจวบเหมาะดีจริงๆ...ถ้าได้ถ่ายรูปไว้คงจะสวยมากๆเพราะเดี๋ยวจะมีการโดดร่มลงมาด้วยละครับ" (25.15) ผู้มีส่วนร่วมประชุมวางแผนงานบอกบอกคร่าวๆ "พอโดดร่มเสร็จแล้ว ต่อไปจะเริ่มเคลื่อนขบวนสวนสนาม"
 
 
       การโดดร่มพร้อมผืนธงชาติและธงกองทัพเซอร์เบียผ่านไปด้วยดี ขบวนนำของพาเหรดซึ่งเป็นเหล่าผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆบนพาหนะที่นั่งออกจากที่พักย่านบล็อคโควี่ออกมาเมื่อเช้า(28.50)
 
       "คนหน้าสุดที่เมื่อกี้ก็พูดปฏิญานคือผู้บัญชาการสูงสุดทุกเหล่าครับ พลเอก Ljubiša Diković ...มีพื้นเพมาจากอูซิทเซ่"
 
        "เอ๊ะ? อ้าว!! นั่นพี่เนมานย่านี่ฮะ!" คนที่ขยันชี้โบ๊ชี้เบ๊นั่นนี่ไม่สงบนิ่งสมเป็นกิริยาของทหารทักเมื่อจำคนเพิ่งรู้จักกันได้ในหมู่นายพลต้นขบวน ดวงตาใต้หมวกตราทัพอากาศของแผ่นดินเจ้าภาพพาเหรดมองสงบนิ่ง...พยายามข่มอคติและความคิดติดลบของตนเกี่ยวกับบุคคลนั้นให้สิ้น
 
 
       "กรุณาอย่าแปลกใจเลยครับที่..น....เนมานย่า...ได้รับเกียรติให้เป็นกลุ่มนำขบวนพาเหรด ช่วงสงครามบัลข่านและสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาทำอะไรเพื่อประเทศไว้มาก อย่างกองทัพอากาศของเซอร์เบียเองนี่ ก่อตั้งครั้งแรกตั้งแต่ปี 1912...ทว่าตอนนั้นผมเองยังอยู่กับคุณฮังการี ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเซอร์เบีย เริ่มแรกจึงไปตั้งฐานทัพอยู่ที่นีช ครั้นถึงช่วงสงครามโลก เขาก็ได้เป็นเมืองหลวงแทนบรานโก้..."
 
       จิตวิญญาณใสซื่อจากส่วนที่ห่างไกลที่สุดของรัสเซียซึ่งแทบจะไม่ได้รับรู้อะไรเกียวกับสงครามโลกครั้งนั้นเลยหันขวับมา 'ทอรูนุม'ยังคงมองตาม'ไนซุส'ไม่วางตา "เอ๋? ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะฮะ??"
 
       ในชั้นแรก ยารัสลาฟไม่อยากจะใส่ใจกับรายละเอียดที่ผู้มีลักษณะทางกายภาพเหมือนเบลกราดมากกำลังบรรยายอยู่ ด้วยเขาไม่สนใจหรอกว่าตอนนั้นมีอะไร ใครขึ้นมาเป็นใหญ่แทนใครในดินแดนนี้...เพราะสำหรับในใจเขาเอง สงครามโลกครั้งที่ 1 ถูก'ตัดสิน' ณ วันที่ 28 มิถุนายน...1 เดือนก่อนจะเกิดการเคลื่อนพลเข้าปะทะกัน แต่ด้วยบางอย่าง...เงื่อนงำเล็กๆในน้ำเสียงของเซมุนที่เปลี่ยนไปจากเสียงสุภาพราบรื่นของเมื่อวานและที่ผ่านมาเมื่อหลายชั่วโมง สายตาเรียบเฉยของวาเลนตินรวมถึงความสนใจค่อยเขยิบไปทีละน้อย...ไปยังร่างที่เล็กที่สุดในหมู่พวกตน
 
 
        "บรานโก้เป็นเมืองหลวงของเซอร์เบียมาตลอดตั้งแต่ปี 1841 หากแต่เมื่อเกิด'เรื่อง'นั้นขึ้น ชายแดนในอดีตของออสเตรีย-ฮังการีกับเซอร์เบียมีเพียงสายน้ำซาว่ากั้นบางๆและจากชายแดนไปเพียงไม่กี่เมตร...บรานโก้ก็อยู่ตรงนั้น ต้นเดือนกรกฏา 1914 รัฐบาลเซอร์เบียตัดสินใจย้ายตำแหน่งเมืองหลวงไปให้แก่นีชที่อยู่ไกลลงไปทางใต้สองร้อยกว่ากิโลเมตร หวังจะซื้อเวลาหากถูกกองทัพของออสเตรีย-ฮังการีข้ามฝั่งน้ำมายึดเบลกราดได้ อย่างน้อยฝ่ายเซอร์เบียก็จะยังไม่เสียการสั่งการกำลังทหารโดยสิ้นเชิง ดังนั้น...คงกล่าวได้่าเนมานย่าคือคนที่รับผิดชอบแผนการรบของฝ่ายเซอร์เบียตอนนั้นแทบทั้งหมดในฐานะที่ตั้งของรัฐบาลและเมืองหลวงในยามสงคราม ส่วนบรานโก้เสียอำนาจในฐานะเมืองหลวงไปแทบสิ้นแล้ว ......แม้กระทั่ง'สาร'จากคุณออสเตรียที่ประกาศส่งความกับเซอร์เบียก็ถูกส่งไปที่นีช แต่คนที่ถูกโจมตีคนแรกสุดคือบรานโก้ซึ่งไม่ได้เป็นเมืองสำคัญที่สุดแล้ว"
 
 
       แววตาเมินชาของผู้เคยใช้นามยาโรสลาฟเหมือนจะอ่อนลง...เข้าใจความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ใต้ถ้อยความเหล่านั้น หากแต่ทัศนคติต่อเบลกราดไร้การเปลี่ยนแปลงใดๆ เขาหันกลับไปแลมองถนนเบื้องหน้า...ขบวนพาหนะผ่านไปแล้วและตอนนี้เป็นแถวทหารที่ถือหมู่ธงเซอร์เบียจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ปล่อยผ่านเสียงจากเบื้องบนที่เครื่อง Mig-29 สามลำบินเหนือแถวขบวนพาเหรดขึ้นไป(31.45)
 
       ปรอยฝนเริ่มหนาเม็ดขึ้นในเวลาไม่ช้า ผู้ไม่ได้ร่วมรบในฐานะฝ่ายเซอร์เบียเมื่อร้อยปีที่แล้วทอดถอนลมหายใจ...สุดท้ายบรานโก้จะห่วงรอยเปียกเล็กน้อยจากเมื่อช่วงเช้าไปเพื่ออะไร ในยามนี้ไม่น่าจะมีใครที่รอดพ้นจากการกลั่นแกล้งของอากาศที่ผันผวนไม่มีแน่นอนได้แล้ว(35.30)
 
       ร่มสีต่างๆกันไปเริ่มปรากฏในหมู่ฝูงชนด้านตรงข้ามที่มาชมการสวนสนาม ทหารหลายกองร้อยเดินฝ่าสายฝนกันอย่างอดทน จนในที่สุด...เซลีมีรก็ประกาศ "บรานโก้กับสลาจาน่ามาแล้วล่ะ"
 
 
       "ไหนฮะไหนๆ?!" ใบหน้าของคนที่น่าจะตื่นเต้นที่สุดกับการชมพาเหรดมีมือยกขึ้นป้องตาพยายามมองฝ่าสายฝน "กลุ่มหมู่การ์ดใหญ่ๆทางด้านน้าหรือเปล่า?"
 
       "ไม่ครับคุณนีกีต้า...ที่อยู่ถัดไปด้านหลัง รอรับชมแล้วกันครับ"
 
 
       กองร้อยทหารในชุดการ์ดเกียรติยศสีฟ้าสดเดินผ่านตามหน่วยอื่นไป เปลือแต่เพียงแถวของหลุ่มการ์ดอีกชุดนึงซึ่งหยุดยืนต่อหน้าอัฒจรรย์ของสองปธน.(39.10)
 
       จังหวะเพลงจากระบบเสียงที่ติดตั้งไว้ดังขึ้น คนที่คลุกคลี่กับโลกของกองทัพมาตลอดด้วยเป็นเขตหวงห้ามทางทหารในยุคโซเวียตจำทำนองได้ทันทีตั้งแต่ท่อนแรก "Прощание славянки!!!(Farewell of Slavianka!)"(40.28)
 
       ถึงจะมองไม่ถนัดนักด้วยการตั้งแถวอยู่เยื้องเลยไปให้ตรงกับด้านหน้าของอัฒจรรย์ใหญ่ แต่เมื่อฝนซาลงจึงได้เห็นชัดขึ้น...ทั้งเบลกราดและอูซิทเซ่ที่ต่างจับปืนตามจังหวะเพลงด้วยสีหน้าเรียบสุขุมเพื่อภาพลักษณ์ของกองทัพให้ออกมาดูดีที่สุด ช่วงนี้เองที่นีช...ในเครื่องแบบที่มีร่องรอยเปียกชื้นกลับขึ้นมาสบทบโดยยืนอยู่ข้างจิตวิญญาณรัสเซียผู้มีอายุร่วมสมัยเดียวกับเมืองน้องของตน
 
        เสียงตบมือชื่นชมดังมาจากเหล่าประชากรเบลกราดเมื่อการแสดงของกองทหารเกียรติยศจบลง
 
       "คุณอูซิทเซ่เก่งจังเลย!!" ...หากเพียงจิตวิญญาณของคัมชาทก้าได้รู้ว่าคนถูกชมคือเมืองฝ่ายหญิงที่อาจจะชำนาญการใช้ปืนเป็นอาวุธมากทีุ่สุดในบ้านเซอร์เบีย...
 
       "อย่าเพิ่งรีบหันไปหันมาล่ะ...โนเล่กำลังจะมาแล้ว ข้างหลังนั่นถัดจากแนวต้นไม้" (46.10)
 
 
       ดังที่เมืองหลวงยามสงครามของเซอร์เบียบอกล่วงหน้า ไม่ช้าจากแนวต้นไม้ริมฝั่งเห็นสายน้ำดานูบไกลๆนั่นก็มีเรือหัวขบวนสีขาวแล่นผ่านเข้ามาในระยะสายตา เหล่าทหารที่อยู่บนเรือใส่ชุดแบบเดียวกับเมืองซึ่งปกครองดูแลรับผิดชอบกองเรือเพียงหนึงเดียวของประเทศจนยากที่จะดูออกว่าเดยานยืนอยู่ส่วนไหนของเรือกันแน่ ต่างโบกหมวกสีขาวที่ถอดออกจากศีรษะแล้วตะโกนร้องพร้อมกันกลับมาที่ฝั่ง 
 
       ทหารเรือโชคร้ายที่ติดแหง่กอยู่บนฝั่งเหมือนจะเกิดอารมณ์ร่วมอย่างเหลือล้นจนถอดหมวกขาวๆของตัวเองออกบ้างแล้วตะโกนกลับไปที่ฝั่งน้ำ หมายจะให้'เพื่อน'ได้ยิน "Ураaaaaaaa!! Слава Речная флотилия Сербии!! (Uraaaaaaa! Glory to Serbian River Flotilla!)"
 
       มือของคนที่แถลงว่าตนอยู่หน่วย'เอาอากาศยานลง'คว้าหมับหมวกสีขาวที่โบกหวอยๆแล้วดึงกลับมาสวมผลุบลงบนเรือนผมสีเช่นขนนกกาพลางดุให้หยุดก่อนจะถูกคนรอบข้างสนใจจนได้และจะเลวร้ายหนักขึ้นหากภาษารัสเซียที่จู่ๆดังโดดๆมาจากกลางดงสรรพภาษาเซอร์เบียไปสะกิดใจคนจากอัฒจรรย์หลักข้างๆที่พยายามหลบมาตั้งนาน "นิก้า! ทำตัวให้เรียบร้อยหน่อยสินี่กลางพิธีการนะ"
 
 
 
       ล่วงเวลาจนกองเรือของโนวี่ ซาดผ่านไปหมดแล้ว ขบวนสวนสนามทางภาคพื้นดินจึงกลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง โดยในส่วนครึ่งหลังนี่เป็นการแสดงแสงยานุภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายที่เป็นเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพเซอร์เบีย...ซึ่งด้วยสายตาของวาเลนตินเองแล้ว เขาเพียงได้แต่คลางใจว่าสิ่งที่ปธน.ปูตินเห็นแล้วคิด...จะไปในแนวทางเดียวกันกับเขารึเปล่า หากแต่มันเป็นการสบประสาทอย่างมหาศาลแม้กระทั่งเพียงปล่อยให้เกิดความคิดนี้ขึ้นมาถึงจะไม่มีทางเผยให้ใครล่วงรู้ภายในกระแสการนึกคิดก็เถิด......
 
       ดูเช่นไร...อย่างไรเซอร์เบียซึ่งนักการเมืองพยายามบอกว่าเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของรัสเซียในแถบนี้ ก็ดูเป็นได้เพียงแค่'ตัวถ่วง'...ไม่ต่างจากเมื่อร้อยปีที่แล้ว
 
       สองเมืองที่ช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน ชี้ชวนแนะนำจิตวิญญาณเมืองเซอร์เบียเพิ่มอีกสองคนซึ่งมาร่วมในพาเหรดด้วย... คราลเยโว...ที่ตั้งของกองกำลังย่อยส่วนภูมิภาคภาคที่ 2 ซึ่งมากับหมู่รถถัง(1.09.17) ส่วนอีกคนคือปันเชโว่ที่เป็นเมืองใหญ่ลำดับ 7 และถูกจับคู่เป็นเมืองพี่น้องกับชุมชนในมอสโกโอบลาสต์ ...หากแต่ถึงพบก็เหมือนไม่ได้พบ ด้วยเหตุเพราะเขาเป็นที่ตั้งกองบัญชาการหน่วยพิเศษ ดังนั้นเครื่องแบบที่ใส่มาสำหรับร่วมการสวนสนามคือชุดคอมมานโดสีดำสนิททั้งตัวแล้วยังใส่ที่คลุมหน้าสีดำปิดจนหมดเหลือเพียงช่วงดวงตา...แม้กระทั่งเซมุนเองก็ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าคนไหนคือน้องของตนกันแน่เมื่อนีชไม่ให้คำบอกใบ้ ปล่อยให้เล่นเกมทายให้ถูกคนเอาเองเสียอย่างนั้น(52.01)
 
 
       หลังจากหมู่รถถังของคราลเยโวเคลื่อนพ้นไปก็ดูท่าว่าการสวนสนามภาคพื้นดินน่าจะจบลงแล้ว  เด็กน้อยหนึ่่งเดียวในดงผู้มีอายุหลักพันเริ่มมองหาสามคนที่ขาดหายไปจากกลุ่มที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่สายจนบ่าย ทำท่ายุกยิกเหมือนอยากจะลงจากอัฒจรรย์เพื่อลงไปเดินหาด้วยตัวเองทว่าห้ามไว้
 
       "อย่างเพิ่งสิครับ ทางภาคพื้นดินจนแล้วแต่ยังไม่เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์นะครับ ....อา นั่น มาแล้ว"
 
       เสียงสั่นครืนของคลื่นเสียงที่ฝ่าอากาศมาเรียกให้ทั้งสี่จิตวิญญาณเมืองเงยมองสูงขึ้นไป...ผู้สังกัดอยู่เป็นส่วนนึ่งของกองทัพอากาศและได้ศึกษาเกี่ยวกับเครื่องบินหลายๆประเภทเพื่อทำความเข้าใจถึงจุดอ่อน เป็นคนแรกที่สังเกตออกจากรูปทรงรอบนอก
 
       "Mig-29..." ที่บินผ่านมาแล้วรอบหนึ่งจากช่วงต้นการเริ่มพาเหรด ทว่าครานี้กลับมีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งลำจนวูบแรกอดข้องใจไม่ได้ว่าเหตุไฉนจึงไม่บินฟอร์เมชั่นสี่ลำเสียแต่ต้น?(1.13.13)
 
 
        โฆษกของพิธีการพูดแนะนำอะไรสักอย่างด้วยภาษาเซิร์บที่ชาวรัสเซียส่วนมากฟังไม่เข้าใจ แต่มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่เขาได้ยินชัดและเข้าใจได้ในบัดดล "Стрижи!?(Strizhi)!?"
 
       ศัพท์รัสเซียคำนั้น หากธรรมดาจะมีความหมายถึงวิหคในวงศ์นกนางแอ่น แต่เมื่อถูกเอ่ยมาในนาทีนี้ ดินแดนของรัสเซียผู้คุ้นชินกับยุทโธปกรณ์ทางทะเลมากกว่าก็ส่งเสียงด้วยความปรีดายิ่ง ด้วยกระทั่งตนเองนั้นก็ยังไม่เคยได้เห็นฝูงบินผาดโผน 1 ใน 2 ฝูงหลักนี้มาก่อนแม้จะอยู่ในประเทศซึ่งเป็นเจ้าของเองก็ตาม
 
 
       เบลกราดกับอูซิทเซ่ยืนมองความเคลื่อนไหวจากด้านหลังอัฒจรรย์ที่สองจิตวิญญาณจากรัสเซียดูการบินโฉบพร้อมแปรฟอร์เมชั่นไปเรื่อยๆของเครื่องบินรบสี่ลำ สีฟ้าบนเสื้อของทั้งคู่ดูใกล้เคียงจะก้าวข้ามไปยังเฉดสีน้ำเงิน
 
       "ดูน่าจะผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ" มือซ้ายของสลาจาน่าเหยียดเข้าจับคล้องแขนพี่ชาย ส่วนบรานิมีร์นั่นหมดแรงทั้งกายและใจเกินกว่าจะสลัดให้หลุดหนีต่อไปอีกแล้ว เสียงหัวเราะร่าเริงซึ่งรู้สึกเหมือนไม่ได้ยินในบ้านเซอร์เบียมานานของคัมชาทก้าก็ทำให้เขาใจชื่นมากพอที่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาไม่สูญเปล่า หากทว่า...ไม่สามารถตอบคำถามของตนเองได้ว่าแล้วอีกคนเล่า คนที่เขารู้จักมานานกว่าแต่ไม่สามารถหยั่งรู้ถึงห้วงลึกของใจได้จริงๆ สีหน้าที่เฉยชา...จนเหมือนจงใจเย็นชาผิดปรกตินั่นถูกหยิบขึ้นมาก่อเป็น'กำแพง'เพื่ออะไร?
 
 
 
 
 
       เมื่อแขกสำคัญสูงสุดของงานได้เดินทางออกจากเบลกราดเพื่อไปยังกิจต่อไปที่การประชุมนานาชาติในอิตาลี ยามนั้นก็สายเกินไปสำหรับนักเรียนจากเกาะ W ทั้งสามที่จะทันจับไฟล์ทเพื่อไปต่อเครื่องที่เมืองหลวงของฝรั่งเศสแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้เหนือความคาดหังใดด้วย'หัวหน้าทัวร์'กะประมาณเวลาแล้วรู้ล่วงหน้าว่า 1 ชั่วโมงที่ต้องกลับบ้านไปขนสัมภาระ บึ่งไปสนามแล้วผ่านขั้นตอนต่างๆเพื่อขึ้นเครื่องจะรวบรัดเกินไป สถานที่หลักของงานพิธีต่างๆตั้งแต่การหารือกันของนักการเมืองจนถึงพาเหรดที่เพิ่งจบไป ขณะนี้คราคร่ำไปด้วยเหล่าทหารระดับสูงที่ร่วมงานเลี้ยงส่งท้ายวันพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆนี้ เหล่าร่างมนุษย์ที่อายุยืนยาวนับร้อยนับพันปีก็ร่วมกลุ่มหลวมๆกันอยู่ในที่นั้นด้วยท่าก็ยังมีเพียง 6 สมาชิกเช่นเดิม...อีกสองคนที่ไม่ได้มารวมกลุ่มแต่แรกก็ไม่ได้เ้ามาในภายหลัง...
 
       ด้วยต่างต้องการ'หลีกเลี่ยง'สถานการณ์ไม่พึ่งมีส่วนร่วม เพราะต่างรู้ดีอยู่แล้วว่ายามใดที่เบลกราดกับนีชอยู่รวมในที่เดียวกัน สภาวะทางจิตวิทยาในบริเวณนั้นจะราวกับอยู่กลางสงคราม
 
 
       หากแต่ทั้งคู่มิล่วงรู้'เงื่อนไข'พิเศษในวันนี้ซึ่งทำให้พี่ใหญ่ทั้งสองสงบเสงี่ยมกว่าปรกติ ต่างยั้งกิเลสที่จะขัดคอและอาละวาดใส่กันเช่นที่ใครๆในบ้านต่างชาชินจนไม่คิดจะไปขัดขวางเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นแล้ว
 
 
       ยามทุ่มครึ่งมาถึง ทั้งหกตกลงว่าได้เวลาที่สมครจะแยกย้าย...ทว่ามันเร็วเกินไปสำหรับสองคน...โนเล่ กับ สลาจาน่า...ที่ยังรู้สึกว่าตนยังได้ใช้เวลาไม่นานพอกับคนที่ตนสนใจ จิตวิญญาณคนสุดท้ายที่ปรากฏให้สองรัสเซียเห็นในท้ายที่สุดคือเปโตรวาราดินซึ่งอยู่รวมเป็นปริมณฑลเดียวกับโนวี่ ซาด
 
       "ดราโก้! ในที่สุดก็ได้เห็นซะที นายไปอยู่ไหนมาทั้งวัน??" ผู้เป็นเมืองหลวงร้องทักเพราะร่างสันทัดสีผมคล้ายๆกับอูซิทเซ่นั้นที่จริงก็มียศทางทหารเช่นกันและน่าจะมาร่วมในพาเหรดด้วย... 
 
       "เลี้ยงหมา..." เสียงห้วนๆก่อนย้ายผู้รับสารการสนทนาไปยังบุคคลที่ตั้งใจไว้มากกว่า "เซลีโก้...พาลาน่ากับมีร์โก้ไปไว้ที่คอนโดแล้วนะ ...โนเล่....."
 
       แน่นอนเซิร์บผมน้ำตาลอ่อนคนเดียวในกลุ่มรู้ดีว่าเมื่อจิตวิญญาณ'แก่'ที่เคยเลี้ยงดูตัวเองมาถึงย่อมต้องเกิดอะไรขึ้นต่อไป แขนชุดเครื่องแบบสีดำยืดไปคล้องไหล่ใต้ชุดกะลาสีไว้...ใช้เป็นข้ออ้างที่จะช่วยให้ได้ตามที่หวัง "ผมยังอยากอยู่คุยกับนิก้าต่ออีกอะ พี่บรานโก้ครับ ขอผมกลับไปกับพวกพี่ด้วยไม่ได้เหรอครับ?? อุตส่าห์ได้เจอคนถูกคอกันทำไมต้องรีบกลับบ้านด้วยล่ะ เดี๋ยวค่อยกลับพรุ่งนี้ก็ได้บ้านผมก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้นสักหน่อยนี่ครับ"
 
 
       เปโตรวาราดินทำหน้าเบื่อหน่ายเจ้า'ลูกเลี้ยง'ซึ่งปัจจุบันกลายฐานะมาเป็นบอสตัวเองพลางมองไปที่เซมุน เซลิมีร์ส่งสายตาคำถามนั้นต่อไปยังบรานิมีร์ และคนสูง 192 ก็มองไปยังคนสูง 193 ที่เป็นผู้ดูแลทหารเรือจากรัสเซียเพื่อดูปฏิกิริยาว่ามีท่าทีขัดข้องอะไรหรือไม่
 
       "เอา...ก็ได้ ดราโก้นายกลับไปบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวผมกับเซลีโก้จะดูให้เอง"
 
       จิตวิญญาณสาวคนเดียวขยับเหมือนจะพูดอะไรขึ้นมา แต่แล้วมือหนักๆของผู้บัญชาการโดยตรงก็วางลงบนไหล่ของเธอ "ไม่ต้องอ้อนขอตามไปด้วยอีกคนนะสลาจาน่า ตกลงกันแล้วนี่ว่าพี่จะขับรถไปส่งเธอที่บ้านเอง"
 
       สายตากึ่งจะดุๆของนีชทำให้เมืองในส่วนเทือกเขาทางตะวันตกของเซอร์เบียถอนใจสุดเซ็ง "แต่หนูก็ไม่ได้เจอพี่บรานโก้มานานแล้วนะพี่เนมานย่า..."
 
       "นั่นเป็นคำสั่งนะ..." เหตุผลนั้นทำให้อูซิทเซ่หยุดเถียงโดยทันที เพราะปรกติเธอมักจะชอบบอกพี่ชายคนนี้ว่าอยากมีส่วนร่วมกับชีวิตในกองทัพมากกว่าที่เป็นอยู่ "ถ้าอยากเจอ...เดือนพฤษภาก็มาสิ เธอควรจะเคารพติโต้อยู่ไม่ใช่รึ?" 
 
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 
 
       ...ผ่านไปอีก 4 ชั่วโมงแล้วหลังจากเดินทางออกจากพาเลซ ออฟ เซอร์เบีย คู่เมืองอายุหลักสามร้อยกว่าปีก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยอมแยกจากกันได้ โดยเฉพาะนีกีต้าที่ปรกติน่าจะเริ่มง่วงได้แล้วด้วยเป็นคนนอนไม่ดึกซึ่งพี่ใหญ่ของบ้านเซอร์เบียรอใช้เป็นเหตุผลอ้างอยู่ให้'คู่แฝด'ของตนพาจิตวิญญาณเมืองอันดับสองกลับไปนอนพักที่บ้านในแขวงเซมุน พี่ๆทั้งสามนั่งรออย่างอดทน...มีเพียงวาเลนตินเท่านั้นที่เงียบผิดจากคนอื่น
 
       แต่แล้วเมื่อเซมุนตัดสินใจจะพาน้องซึ่งอยู่ในวอยโวดีน่าด้วยกันกลับ เสียงอ้อนร้องงอแงก็เริ่มถูกหยิบมาใช้อีกครั้ง หากหนนี้ที่ให้ลำบากในการปฏิเสธยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อคนที่ไม่อยากแยกจากไม่ได้มีเพียงเมืองเซอร์เบียฝ่ายเดียว
 
 
       ท้ายที่สุด ณ 23.38 น. เซมุนเดินออกจากที่พักของเบลกราดเพียงคนเดียว แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงของตนเองก็ไม่ได้พากลับไปด้วยเพราะ'สองเด็ก'นั้นอยากเก็บเซอร์เบียน ไทร คัลเลอร์ ฮาวน์ดไว้เล่นด้วยทั้งสองตัว เมื่อจู่จากเดิมที่ควรจะมีแค่ 4 ชีวิตในคอนโดบล็อคโควี่คืนนี้กลับขยายเป็น 6...ตารางการแบ่งที่หลับที่นอนกันเลยต้องพลิกแพลงกันอย่างอลหม่าน...
 
       ...ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลให้คู่ร่างสูงกว่า 190 เซนติเมตรต้องมาหมกตัวอยู่ในห้องนอนหลักด้วยกันในนาทีนี้...
 
 
       "ให้นอนกับผมก็ไม่เอา จะนอนห้องนิก้า แล้วห้องนิก้ามีเตียงเดียว จะนอนกันยังไงล่ะนั้น แล้วยังหมาอีกสองตัว โอ๊ยยยยยยยย ปวดหัวจริง นี่ถ้าไม่ใช่ว่าไปลอบบี้นิก้ามาให้ช่วยกันขอได้ยังไงก็ไม่รู้ผมส่งไปนอนกับเซลีโก้จริงๆนะ"
 
        เบลกราดบ่นรัวๆทั้งๆที่การแบ่งห้องให้ลงตัวนี้คือสิ่งที่เขาหมายใจจะลองมาตั้งแต่เมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้ว ยารัสลาฟหลิ่วตาใส่ข้อสงสัยนั้น...ด้วยข้องใจว่าเจ้าตัวไม่รู้จริงๆน่ะหรือว่าหากผู้เป็นน้องจะรู้จัก'ใช้'คนอื่นเพื่อให้ตนได้เปรียบอย่างเร็วเกินวัยเกินไป...ก็เพราะเห็นตัวอย่างมาจากไหน? ฝ่ายรัสเซียทำหูทวนลมไม่สนใจแม้แต่น้อยแล้วสำรวจสิ่งต่างๆในห้องอย่างเงียบๆก่อนเดินไปหยิบหมอนอิงใบเล็กสี่ใบจากโซฟามาโยนลงบนเตียงราวกับตั้งใจจะกองรวมไว้ก่อนเพื่อเตรียมทำบางอย่าง สายตานั้นลดระยะลงพินิจผ้าปูเตียงสีเข้มมีลายเส้นสีอ่อนกว่าขนาดต่างกันพาดขวางตามแนวกว้างอย่างเคร่งเครียดเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าเพราะไม่ชอบใจในสีหรือลวดลาย สุดท้าย...เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่ขาดหายไปกระตุกให้เจ้าของห้องเลิกพล่ามเรื่องที่ไม่ใช่ปัญหาตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว "หมอนข้างล่ะ?"
 
       "หา...? นายติดหมอนข้างด้วยเหรอวาเลนก้า? อา เดี๋ยวๆนะ เดี๋ยวเอาให้"
 
       พี่ใหญ่ของฝ่ายรัสเซียที่มาเยือนไม่ได้ตอบระหว่างเมืองหลวงของเซอร์เบียไปหยิบหมอนข้างที่เก็บไว้ในตู้มาให้...แล้วก็ต้องเลิกคิ้วใส่คนรับเมื่อถูกถามขออีกใบที่ยังเห็นเก็บอยู่ในนั้นไม่ได้หยิบออก
 
 
       "...คือ...ใจคอนายจะนอนใช้หมอนเยอะขนาดไหนเนี่ย? ปวดตรงไหนต้องเอาหมอนรองรึอะไ----" เสียงที่กังวาลกว่าของผู้เป็นแขกขาดจังหวะไปเมื่อคนที่จะร่วมเตียงด้วยเริ่มก่อสิ่งอัศจรรย์ใจด้วยกองหมอนนั่น...กำแพงหมอนกั้นแบ่งฟากเตียงของใครของมันอย่างเป็นกิจลักษณะ แม้แต่หมอนหนุนหัวก็ถูกหยิบมาใช้ใบนึงจนเหลือให้หนุนอยู่ใบเดียว
 
 
       ".........."
 
       ม่านตาสีเทาเขียวที่ยามนี้จักสังเกตเห็นสีเขียวได้ยากด้วยแสงไฟในห้องเน้นให้โทนเทาเด่นออกมามากกว่าคิดหาความที่ร้อยเป็นประโยคสื่อออกมาไม่ถูก
 
       "...นายกลัว.....ที่จะนอนในเตียงเดียวกับผู้ชายด้วยกันมากขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่เอาน่า---นายก็รู้อยู่ผมเป็นออร์โธดอกซ์เหมือนกัน ไม่ต้องกังวลเรื่อง...ไม่ถูกไม่ควรหรอก"
 
 
       ส่วนผู้มีม่านตาสีเทาบริสุทธิ์นั้นก็ยังไม่ได้ลดกายลงแตะที่ที่ตนจะหลับในคืนนี้ ยังคงมองผืนผ้าที่ปูคลุมอย่างจริงจัง บรานิมีร์มีรอยยิ้มแหยๆบนหน้ารู้สึกถูกกดดันให้ต้องพูดชี้แจง "ผ้าปูนั่นเซลีโก้เพิ่งจ้างแม่บ้านมาเปลี่ยนเช้าเมื่อวาน ซักมาใหม่ๆอย่าห่วงเลย"
 
       "แค่คิดว่าเตียงนี้มีใครเคยนอนมาบ้างไม่รู้กี่คน ชั้นก็หลอนพอจนไม่อยากลงนอนให้มีมลทินแล้วล่ะ"
 
       "นายพูดเหมือนเคยมีคนตายบนเตียงผม......" ฝ่ามือทั้งสองยกขึ้นลูบหน้า...จิตวิญญาณเมืองเคร่งศาสนามากๆนี่เข้าใจยากจริงๆ
 
       "บางทีเป็นคนตายอาจจะยังดีกว่าด้วยซ้ำ" คำพูดที่...ไม่ถึงกับแสดงความไม่พอใจในหัวข้อใดออกมาตรงๆนั่นสร้างความพิศวงให้กับผู้รับฟังมากด้วยไม่แน่ใจว่าทิศทางของสถานการณ์จะไปในด้านใดแน่ แต่อย่างไรก็ตาม...บุคคลช่างจุกจิกก็ยอมลงทิ้งกายกับที่พักในคืนนี้ ทำให้เมืองมีอาวุโสกว่าสังเกตได้ถึงความแคบของพื้นที่อันเหลือให้คนตัวหนากว่าตนด้วยซ้ำนอนในคืนนี้ซึ่งถูกกองกำแพงหมอนรุกล้ำที่ว่างเสียเยอะจนแคบกว่าครึ่งนึงของเตียงพอสมควร ครั้นเบลกราดจะเอื้อมมือดึงกองหมอนล้ำเข้ามาฝั่งตนให้อีกคนมีพื้นที่หลับนอนมากขึ้นก็ถูกหวดมือไม่ให้ไปขยับแตะต้องเสียอย่างนั้น
 
 
        "เอาๆ แล้วแต่นายเถอะ Спокойной ночи(Good night)...ที่แคบแค่นั้นระวังนอนไม่สบายแล้วอย่าว่าผมไม่บอกก่อนล่ะ ระวังตกเตียงด้วย"
 
 
 
.
.
.
.
 
 
 
       จุดที่ยืนอยู่คือเนินสูงกว่าจุดทั่วไป ทิวทัศน์ลำน้ำสองสายที่เบื้องหน้านั้นเป็นเพียงหนที่สองที่ได้มาเห็น...ทว่าก็คุ้นตามากขึ้นเรื่อยด้วยในวันที่ผ่านมาเพิ่งใช้เวลาอยู่ริมๆขอบเสียก็นาน......
 
       'เดี๋ยว'...วาเลนตินเหมือนจะระลึกได้ว่าสิ่งที่ตนเห็นอยู่นี้คือความฝัน เพราะวิวที่มองอยู่คือสภาพของเบลกราดในวันแรกที่เขาย่างเท้าเข้ามาที่นี้ ตึก...อะไรนะ......อูเช่? ที่ควรจะสูงเด่นอยู่ในบริเณใกล้ๆจุดที่แม่น้ำซาว่าและดานูบรมกันกลมกลืนกันนั้นหายไป สภาพรอบข้างค่อยๆเด่นชัดขึ้นเมื่อเขาหันมองให้รอบแทนที่จะจดจ่ออยู่ที่จุดแคบๆจุดเดียว... เศษอิฐและปูนกระจัดกระจายบนพื้นในความต่างขนาดที่หลากหลาย เช่นเดียวกับเศษชิ้นส่วนโลหะสารพัดที่บางชิ้นด้วยสายตาของคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่สองผลิตกระทั่งชิ้นส่วนอาวุธส่งสมทบให้แก่กองทัพแดงย่อมรู้ในปราดเดียวที่มองว่าเป็นเสี้ยวจากปลอกกระสุนของปืนใหญ่
 
       สีเทาจางๆบนผืนฟ้ากำเนิดมาจากควันของไฟยังคุกรุ่นอยู่ในอาคารบางส่วนที่เพิ่งผ่านการประทุษร้ายอย่างไม่เลือกด้วยการสู้รบระหวางกองทัพแดงกับฝ่ายที่'ครอบครอง'เบลกราดไว้โดยขัดกับความยินยอมของประชากรเมือง อาคารทั้งหลายไม่ว่าก่อนนี้จะสวยงามมั่นคงสักแค่ไหน ยามนี้เป็นซากที่เวทนาไปเสียเกือบหมด ไม่ว่าจะด้วยถูกทำลายทั้งแต่ 3 ปีก่อนที่ฝ่ายอักษะตัดสินใจเดินหน้าทำลายการแข็งขืนของยูโกสลาเวีย หรืออยู่รอดมาได้จนกระทั่งสิ้นอายุขัยจากการทิ้งระเบิดปูพรมของฝ่ายสัมพันธมิตรก่อนการรุกคืบเข้ามาของกำลังร่วม 3rd Ukrainian Front และยูโกสลาฟ ปาร์ติซาน
 
 
 
       นี่คือเบลกราด...เบลกราดแท้ๆที่เขาได้รู้จักด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าของตนเองเป็นครั้งแรก
 
 
       "โอ๊ วาเลนก้า!! มาเยื่ยมผมเหรอ ดีใจจัง ^^+"
 
 
       ด้วยเห็นอยู่ว่าสภาพยามนี้คือเบลกราดในปี 1944 ด้วยความสงสัยจึงรีบหันไปกลับ...แต่จิตวิญญาณของเบลกราดตรงหน้านั้นคือสภาพในทุกวันนี้ไม่ผิดเพี้ยน
 
       "ไม่ใช่ว่านาย...ควรจะเป็นแบบเมื่อ 70 ปีก่อนรึไง?" ฝ่ายผู้ติดตามกองทัพแดงเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วย'พ่อ'ส่งให้ออกมาดูโลกภายนอกที่ประสบความเสียหายจากสงครามหนักหน่วงเสียบ้างถามพลางกวาดมือไปยังวิวรอบๆ
 
       "ไม่เอาน่า---- สภาพผมตอนนั้นไม่น่าดูเลยสักนิด ถ้าเลือกได้ ผมก็อยากให้ใครเห็นผมตอนนี้หน้าตาดีที่สุดล่ะ" บรานิมีร์หัวเราะร่วน แต่พลันวาเลนตินเหลือบไปเห็น...รอยเลือดแห้งที่น่าประหลาดใจว่ากลับขยายวงใหญ่กินพื้นที่กว้างขึ้นเรื่อยๆบนเสื้อแถวๆหน้าท้องของอีกคน "บรานโก้...นั่น......"
 
       แม้จะรู้ถึง'อดีตตรงนั้น'เป็นอย่างดีด้วยจำได้ตลอด 70 ปีที่ผ่านมาแต่น้ำเสียงที่จิตวิญญาณเมืองยารัสลาฟที่ใส่ชุดทหารบกต่ำยศของกองทัพโซเวียตอยู่ก็แสดงถึงความรู้สึกไม่ปรกติ ทว่าเจ้าตัวเพียงมองลงแค่ไม่ถึงวินาทีแล้วเงยกลับขึ้นมายิ้มๆเยี่ยงไร้สิ่งผิดปรกติสิ้นเชิง
 
       "อ่าว ก็นี่ฝันของนายนี่นา? นายอยากให้ผมเป็นเหมือนเมื่อ 70 ปีก่อนก็อย่างเงี้ยแหละ♥"
 
 
       แม้จะรู้อยู่เช่นนั้น...ว่าเลือดนั้นมาจากแผลซึ่งจิตวิญญาณของเมืองที่ยืนอยู่นี้ได้รับจากการถูกฝ่ายตรงข้ามจับตัวไปทรมานนานนับปี แต่เจ้าของความฝันเริ่มรู้สึกว่าการรับรู้เส้นแบ่งว่าสิ่งที่ใดคือฝันหรือไม่เริ่มเลือนลางบอกได้ยากขึ้นทุกขณะ ผู้มีม่านตาสีเทาเบนสายตาไปจากคนที่คุยอยู่ด้วย พยายามนึกหาทางหยุดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมืองหลวงแห่งยูโกสลาเวียหากมันเกิดจากกระแสความคิดของเขาล้วนๆ เขาเมินมองไกลไปยังอีกฝั่ง...ซึ่งใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาทราบแน่แล้่วว่าดินแดนส่วนนั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตัวตนแห่งเบลกราด ความคลางแคลงใจบังเกิดขึ้นว่าเหตุใดเขาจึงไม่ได้พบจิตวิญญาณร่างเล็กกว่าที่ดูแลฝั่งนั้นตั้งแต่ในครั้งนั้น "คุณเซลีมีร์ล่ะ? ทำไมตอนนั้น---"
 
       เสียงเอะอะโวยวายจากอีกริมฝั่งน้ำซึ่งข้ามมาถึงฝั่งเบลกราดเพียงเบาๆหากก็มากพอที่จะดึงให้ผู้อยู่ในเครื่องแบบทหารโซเวียตเช่นเมื่อ 70 ปีก่อนหยุดการสื่อสารแล้วตวัดสายตาไปมอง เขายังจำได้...แม้ว่าเขาจะมาถึงเบลกราดในวันที่ 21...หลังจากรบเพื่อปลดปล่อยจากกองกำลังฝ่ายอักษะเพิ่งจบเพียงหนึ่งวัน ทว่าความสงบเรียบร้อยก็ยังมิได้กลับคืนสู่เมืองหลวงของยูโกสลาเวียโดยสิ้นเชิง ผู้ใดหากถูกเบาะแสสงสัยว่าให้ความร่วมมือกับฝ่ายอักษะจะถูกกระชากตัวออกมาจากที่หลบซ่อนหรือขณะพยายามหลบหนี...หลายรายถูกตัดสินประหารชีวิตโดยไร้ซึ่งกระบวนการยุติธรรมแต่ด้วยดุลพินิจของทหารที่จับตัวได้เสียด้วยซ้ำ ...ในบางมุมถนน...ยังคงมีซากศพของผู้เป็นพลเมืองที่ตายโดยไม่ใช่เหยื่อจากลูกหลงของการสู้รบเมื่อวันก่อนอยู่ให้เห็น
 
 
       สิ่งแรกที่เขาตีความแยกออก...คือกลุ่มทหารที่กำลังกระทำการนั้นอยู่ในชุดของกองทัพโซเวียตที่เพียงคนเดียวไม่ได้ร่วมในการจับตรึงร่างของผู้ที่กำลังจะเป็นเหยื่ออยู่หากแต่ถือปืนจ่อเล็ง เมือปลายปากกระบอกปืนกระทบเข้ากับศีรษะที่มีผมรุงรังยุ่งเยิงปิดบังเกือบทำให้ใบหน้านั้นเงยมา...ราวกับจะมองดูวาระสุดท้ายของตน
 
       "คุณเซลีมีร์?!"
 
       นามคู่แฝดของเมืองหลวงยูโกสลาเวียนั้นกลับหาได้กระทบกับโสตประสาทส่วนใดของบรานิมีร์ ร่างที่สูงเกือบเท่าวาเลนตินมองริมน้ำแุนวตลิ่งของแม่น้ำซาว่าอย่างเฉยเมย เสียงเรียกร้องให้ไปช่วยกันยับยั้งของยารัสลาฟมุ่งตรงไปยังผู้เพิ่งเป็นอิสระเพียงหนึ่งวัน ก่อนตนเองนั้นจะรีบลงไปที่ตลิ่งฟากตรงข้ามเพื่อหาทางช่วย...หากทหารโซเวียตยศสิบตรีนั้นมิได้ทราบเลยว่าคนที่หวังจะให้มาช่วยกันนั้นเพียงยืนมองเงียบๆก่อนหันออกเดินไป...ไม่ใสใจ
 
       ณ ริมตลิ่งด้านเบลกราด ไม่มีเรือหรืออะไรที่ดูสามารถพาตนข้ามฝั่งไปได้ห้เร็พลันเพียงพอ ผู้คุ้นเคยกับแม่น้ำใหญ่ย่อมทราบดีก่าไม่ว่าผิวน้ำเบื้องบนจะดูสงบเพียงใด กระแสน้ำข้างใต้นั้นจะรุนแรงกว่าเสมอ เมื่อเงยขึ้นมองอีกครั้ง ขณะนี้จิตวิญญาณของเซมุนถูกทหารอีกคนล็อคคอให้เชิดหน้าขึ้นโดยมีอาวุธปืนแนบอยู่กับผิวหน้า เวลาย่อมเหลือไม่มากแล้ว...ร่างสูงก่า 190 เซนตัดสินใจ่าถ้าลุยน้ำลงไปสักหน่อย...ให้ระยะทางร่นลง......ให้คลื่นเสียงของเขาที่จะตะโกนสุดเสียงน่าจะช่วยให้การเตรียมการประหารชีวิตยืดออกไปได้
 
 
       ช่วงขายาวก้าวทิ้งน้ำหนักลงทำลายการเรียงตัวตามธรรมชาติของมวลน้ำ แต่แล้ราวกับเขาได้คาดคะเนคามลึกของน้ำที่ริมตลิ่งพลาดไปอย่างมหันต์ มวลน้ำรอบๆถาโถมลงมากดเขาให้จมลงไปอยู่ข้างใต้ ภาพต่างๆรอบตัวกำลังหายไป...กลายเป็นภาพที่เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลของตะกอนแม่น้ำก่อนหายไปเป็นเพียงฉากว่างเปล่าที่สีบรรยากาศรอบกายค่อยๆเข้มลง...เฉกเวลากำลังจมลงสู่ก้นแม่น้ำลึกที่แสงเริ่มฝ่าลงมาได้น้อยลงเรื่อยๆ
 
       เขาตะเกียกตะกาย...พยายามเอาตัวกลับขึ้นไปเหนือน้ำ
 
 
       ไม่แน่ใจว่านานแค่ไหน ด้วยเหตุใดแรงดึงดูดซึ่งทำให้เขาจมลงแต่แรกเริ่มคลายตัว...หรืออาจจะเพราะมวลน้ำจู่ๆก็ตื้นขึ้นเสียเฉยๆ เมืองริมน้ำโวลก้าสามารถโผล่กลับขึ้นมาสูดหายใจอย่างกระหายได้ในที่สุด ...เสียเวลาเพื่อเอาชีิตรอดเองนานเกินกว่าจะ...
 
 
       "เซ่อซ่าจริงๆ ปลาว่ายหนีไปแล้ว!"
 
 
       เสียงเอ็ดตะโรนั้นใกล้เกินไปที่จะมาจากฝั่งน้ำซาว่าฝากในความปกครองของเซมุนรวมถึง...มันเป็นเสียงและภาษาที่คุ้นเคยเกินไป 
 
        ครั้นมองตามไปยังทิศทางต้นเสียง บุคคลที่ยืนริมน้ำคนแรกที่เข้ามาในระยะสายตาคือ......รัสตอฟ เมืองซึ่งเคยเป็นรัฐมีฐานะสำคัญกว่าตนและเป็นคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด กำลังจากการตีขายามนี้มีแรงพอที่จะพยุงตนเหนือผิวน้ำ... เพื่อขจัดความมึนงง...ผู้เกิดมาในฐานะเมืองปราการหน้าด่านให้คนที่ยืนสบายอยู่บนฝั่งเอามือลูบน้ำออกจากหน้าและมองไปยังฝั่งชัดๆ
 
       ...เขากลับมาที่โวลก้าตั้งแต่เมื่อใด มิหนำซ้ำยัง...ตาสีเทามองจ้องเขม็ง รู้สึกได้ถึงความชื้นที่เริ่มหล่อดวงตาอันมิใช่น้ำจากสายน้ำที่ชาวรัสเซียเรียกว่าเป็นมารดา "องค์อเล็กซีย์!!!"
 
 
       เขาล่วงรู้ตั้งแต่เห็นสภาพของสเตรลก้าตรงจุดบรรจบของแม่น้ำโวลก้ากับโคตาโรสึลแล้วว่าน่าจะเป็นช่วงก่อนสงครามโลก...แม้แต่ครั้งแรก ทว่านี่...ที่บนสเตรลก้าลึกเข้าไปจากจุดที่พี่ชายยืนอยู่นั่น ซาเรวิชพระองค์น้อยในชุดกะลาสีขาวถูกอุ้มไว้โดยทหารพระพี่เลี้ยงที่ต้องติดตามดูแลพระโอรสองค์เดียวของซาร์นิโคลัสไม่เคยห่าง คอยระวังความปลอดภัยของพระองค์และพาเสด็จไปที่ไหนต่อไหนโดยมิให้พระบาทต้องย่างลงผืนดินด้วยพระองค์เอง
 
       ร่างที่ยังสวมโค้ทที่เป็นส่วนของเครื่องแบบทหารโซเวียตอยู่ว่ายกลับขึ้นฝั่งด้วยใจพองโตเปี่ยมล้นด้วยความยินดียิ่ง 
 
       "เอ๊? ยาโรสลาฟใส่โค้ทตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ? ตอนลงไปยังไม่มีนี่นา??"
 
       สีหน้าของจิตวิญญาณแห่งยารัสลาฟซีดเผือดลงทันใด ด้วยความเป็นเครื่องแบบของโซเวียตดังนั้นเข็มและเครื่องหมายยศต่างๆคง...หากแต่เมื่อเลื่อนตามองลงไป สิ่งเหล่านั้นรวมถึงรองเท้าบูทที่ใส่ไว้ได้หายไปแล้ว ฝ่าเท้าของเขารู้สึกได้ถึงเม็ดกรวดเล็กๆที่ผสมปนเปกับธาตุดินก่อตัวเป็นฝั่งแม่น้ำ สีหน้าของหนึ่งในคนที่อยู่มาตั้งแต่การก่อตั้งเคียฟรุสมุ่นคิ้วมองอย่างไม่ใคร่ถูกใจนักกับสภาพที่ดูไม่ได้ของน้องชายต่อน้าพระพักตร์องค์ซาเรวิช หากแต่ความสนใจของ'พระองค์เล็กแห่งราชวงศ์โรมานอฟ'หยุดลงที่สีหน้าไม่สู้ดีนั้นของร่างซึ่งมีความสูงที่สุด
 
       "ไม่สบายรึเปล่า? ต้องใช่แน่ๆเลยลงไปว่ายในแม่น้ำอย่างนั้น!!"
 
       วาเลนตินรีบปฏิเสธแม้จะซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้กับความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้ "กระหม่อม...กระหม่อมมิได้... อา องค์อเล็กซีย์ กระหม่อมคิด..ถึง......พระองค์มา..ตลอด"
 
       ท่าทีที่เหมือนจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ทำให้องค์อเล็กซีย์ขยับพระหัตถ์มาวางลงบนศีรษะปกคลุมด้วยผมน้ำตาลอ่อนที่เปียกจนสีเข้มขึ้นกว่าเดิม ในการณ์ปรกติแม้พระองค์จักเป็นถึงผู้สืบทอดบัลลังค์แห่งรัสเซีย การกระทำเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้องนักตามมารยาทอันควร แต่ผู้มีอายุมากกว่าเกือบ 900 ปีกลับถือว่านี่เป็นโชคดีของตน
 
 
       "เราตัดสินใจแล้ว...เจ้าไม่ต้องลงไปว่ายน้ำจับปลาในแม่น้ำโวลก้ามาให้เราดูแล้วละยาโรสลาฟ เราจะลงไปดูเองที่ตลิ่ง" พระสุรเสียงมุ่งมั่นนั้นทำให้ทหารพระพี่เลี้ยงประท้วงอย่างเข้มงวด ด้วยลำพังเพียงจะให้ทรงพระดำเนินเองก็มีอันตรายจากการสะดุดล้มแล้ว นี่ยังจะลงไปถึงแม่น้ำ...
 
       "เราจะยืนดูบนริมน้ำ ไม่ได้ลงน้ำน่า แบบนั้นได้ไหม? จะจับมือยาโรสลาฟไว้ด้วยจะได้ไม่พลัดตกลงไปไง"
 
       ทหารพระพี่เลี้ยงอิดออด...แต่สุดท้ายก็ยอม พระวรกายน้อยๆทรงพระดำเนินอย่างระมัดระวังไปที่ริมฝั่งน้ำเพื่อชะโงกหน้าดู วิญญาณเมืองผู้ผ่านการเปลี่ยนราชวงศ์มาเอื้อมไปจับพระหัตถ์เล็กอย่างเบามือ...ทะนุถนอม จิตวิญญาณแห่งรัสตอฟเองก็เคลื่อนไปใกล้เตรียมช่วยระแวดระวัง
 
 
       หากแต่ฉับพลันกระแสน้ำที่รินไหลอย่างอ่อนโยนของโวลก้า มาตุชก้ากลับแปรเปลี่ยนเชี่ยวกราก 'พระองค์เล็ก'ทรงตกพระทัยกับความเปลี่ยนแปลงโดยเฉียบพลันนั้น กิริยาพยามจะผุดออกวิ่งเพื่อกลับขึ้นไปหาความปลอดภัยบนฝั่งที่สูงกว่ากลายเป็นความผิดพลาด...กรวดและดินที่ก่อร่างเป็นตลิ่งเปียกชื้นจากมวลน้ำแปลงสภาพเป็นดินโคลน ฉลองพระบาทจึงลื่น แรงกระทำจากเหตุไม่คาดฝันนั้นทำให้พระหัตถ์ของซาเรวิชหลุดออกจากมือของวาเลนติน...แล้วพระองค์ก็ตกลงไปอยู่ท่ามกลางคลื่นน้ำเชี่ยวไหลพัดพาอย่างรวดเร็ว
 
       "องค์อเล็กซีย์!!" เสียงตะโกนตามมาด้วยเสียงร่างหนักๆกระโดดลงไปสู่กระแสน้ำโดยไม่คิดถึงอันตรายแก่ตน ยามนี้วาเลนตินลืมหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว... พี่ชายกับทหารพระพี่เลี้ยงว่าจะได้พยายามหาทางช่วยเหลือองค์ซาเรวิชในวินาทีนั้นอยู่ด้วยหรือไม่หรือกระโดดน้ำตามลงมาหรือเปล่า หรือกระทั่งโทษทัณฑ์ที่ตนจะได้รับในฐานปล่อยให้เกิดเหตุร้ายแก่พระโอรสของพระเจ้าซาร์ สีหน้าตื่นตระหนกโผล่ขึ้นพ้นน้ำชั่วครู่ มองหา... พระหัตถ์เล็กๆทรงโบกอยู่ไม่ไกลนัก
 
       ร่างสูงนั้นพุ่งไปทางนั้นทันที ว่ายต้านกระแสน้ำหวังจะได้เข้าไปใกล้ให้มากที่สุดจนคว้าพระหัตถ์นั้นกลับมาได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะสู้แรงน้ำได้หรือไม่เขาก็ต้องทำให้สำเร็จแม้ว่าผลที่จะได้รับเมื่อได้ขึ้นฝั่งอีกครั้งคือความตายก็ตาม แขนข้างหนึ่งถูกเหวี่ยงเหนือพ้นน้ำหมายจะจับคว้าข้อพระกร หากแต่ก็พลาดไปในระยะไม่กี่นิ้ว 
 
       "องค์อเล็กซีย์! โปรดทรงอดทนไว้ องค์----"
 
 
 
 
 
       "องค์อเล็ก------"
 
       ก่อนพระนามจักถูกขานออกมาได้ครบ เสียงต่อมาซึ่งบังเกิดขึ้นคือเสียงกระแทกพื้นของร่างหนักๆ
 
 
       เบลกราดสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เปิดไฟหัวนอนให้ห้องมีแสงสว่างบ้างแล้วรีบผุดย้ายร่างมาดูอีกคนที่ลงไปอยู่ข้างล่างเตียงเสียแล้ว "วาเลนก้าเป็นอะไรรึเปล่า!?"
 
        กายของยารัสลาฟม้วนคุดคู้อยู่พื้นไม้ปาร์เก้ หากมองด้วยสายตาคนทั่วไปคงดูคล้ายกับคุดคู้เพราะความรู้สึกเจ็บปวด...หากในความเป็นจริงนั้น สมองที่มึนงงจากการแยกแยะความฝันกับความเป็นจริงไม่ได้ได้ถูกกระชากกลับมายังความเป็นจริงโดยไม่ให้ตั้งตัว ทางร่างกายนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บเท่าใด แต่ในหัวใจ...เขารู้เหมือนเพิ่งถูกฉีกกระชากไม่เหลือชิ้นดี
 
       ควรจะเสียใจหรือดีใจที่สิ่งที่เพิ่ง'เห็น'ทั้งหมดเป็นเพียงฝัน?
 
 
       แล้วใยจึงต้องมาฝันถึงพระองค์ในวันที่อยู่ที่...เมืองซึ่งมีส่วนในการตัดทอนพระชนมชีพของพระองค์ให้สั้นลงด้วย??
 
 
       มือของเมืองหลวงเซอร์เบียแตะลงที่ข้างตัวของคนที่ทอดร่างนอนอยู่ หากแต่ในทันทีร่างนั้นม้วนกลับมาจนแทบมองไม่ทันการเคลื่อนไหวพร้อมเปลี่ยนอากับโดยสิ้นเชิง มือใหญ่ทั้งสองข้างกำกระชากเสื้อยืดช่วงอกใกล้คอแล้วกระแทกร่างซึ่งมีผมสีน้ำตาลเข้ากับขอบเตียงอย่างรุนแรง "แกไม่ต้องมาแตะต้องชั้น ไอ้เมืองน่าขยะแขยง!!"
 
       น้ำเสียงที่ไม่ปรกติโดยสิ้นเชิง...ทั้งความดังและเชื้อโทสะที่แฝงมาพร้อมแววตาคลั่งแค้น ดวงตาของผู้่มีอายุมากกว่านับพันปีกว่าเบิกกว้าง...มิได้เกิดจากความกลัวหรืออะไรนอกเสียจากอัศจรรย์ใจ เสียงหอบหายใจระบายผ่านปากซึ่งเปิดให้เห็นแนวฟันซึ่งบีบตัวเข้าหากันอย่างแนบแน่นด้วยแรงเกร็งของขากรรไกร... ก่อนความในใจที่เก็บกดมาถึงร้อยปีได้ถูกปลดปล่อยพ้นพันธนาการภายใน
 
 
       "100 ปีก่อน....แกทำแบบนั้นเพื่อให้ได้คุณเซลีมีร์กลับมาอยู่ข้างเดียวกันแกใช่มั้ย?? แกทนรอไม่ได้เลยเหรอ แกไม่รู้ไงว่าตอนนั้นพวกชั้นกำลังปรับกองทัพกันอยู่ พวกเรายังไม่พร้อมจะรบในสงครามใหญ่ขนาดนั้นที่แกโยนมาให้ แกบังคับให้เราต้องออกไปรบด้วยการกระทำโง่ๆของแก... แกสำนึกตัวที่จะชดใช้อะไรบ้างมั้ยให้กับคนรัสเซียที่คนในครอบครัวต้องตายไปเพราะสงครามที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราโดยตรงสักเท่าไหร่บ้างมั้ย?? แต่...แต่......" มือของฝ่ายรัสเซียกำแน่นจนสั่น ก่อนกระตุกแรงให้ร่างที่บางกว่าของคนเสียเปรียบกระแทกเข้ากับเครื่องเรือนอีกครั้ง
 
       "เพราะแก... 'พระองค์' ...น้ำหน้าอย่างแกรับรู้ถึงความลำบากของชีวิต'พระองค์'บ้างมั้ย?? พระพลานามัยขัดขวางไม่ให้พระองค์ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ 'พระองค์'มิเคยได้รับโอกาสให้ได้ทำหลายๆสิ่งที่ลูกหลานราษฏร์ทั่วไปยังมีโอกาสได้ทำด้วยซ้ำ ชีวิตของ'พระองค์'ยังรอโอกาสให้ได้เติมเต็มด้วยสิ่งต่างๆอีกมาก แต่แกทำลายโอกาสนั่นทั้งหมด ทำลายกระทั่งพระชนมชีพของ'พระองค์'ด้วย!! สงครามที่แกพาพวกเราเข้าไปประสบเคราะห์ด้วยเป็นตัวเร่งให้่ไอ้พวกนั้นมันมีข้ออ้างที่จะปฏิวัติ หาว่าความสูญเสียหนักนั่นเป็นความผิดขององค์ซาร์แต่ไม่เคยโทษแก! ถ้าแกทนอยู่เฉยๆสักหน่อย...สัก 4-5 ปีมันจะทำให้แกตายจนไม่ได้เจอกับคุณเซลีมีร์อีกรึไงถึงต้องรีบขนาดนั้น!! ชั้นรู้ชั้นคงไม่อาจไปวิจารณ์การตัดสินพระทัยขององค์ซาร์ที่พระองค์ทรงอยู่ข้างแก แต่รอให้กองทัพพวกเราพร้อมอย่างเต็มประสิทธิภาพก่อนไม่ได้รึยังไง!"
 
 
       เสียงที่ไม่ได้ผ่านการตะโกนบ่อยๆเริ่มแตกพร่า ทั้งด้วยความอ่อนล้าของเส้นเสียงอันถูกบังคับให้ทำงานหนักกว่าทุกวันและสภาพอารมณ์ที่ผันผวน 'ผู้ถูกกล่าวหา'ยังคงนิ่งเงียบ รอรับกระแสความเกรี้ยวกราดที่จะโถมลงมายังตนอีก
 
 
       "ไอ่พวกคอมมูนิสต์...มันคงคิดว่าการจะปกครองประเทศสักประเทศนึงนี่ง่ายนักสินะ ใช่สิ มันมองแต่หาข้อผิดพลาด...พวกมันไม่เข้าใจหรอก การเป็นซาร์มันไม่เคยง่าย ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน มันโหดร้ายขนาดไหนที่บังคับเด็กคนนึงซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาให้จู่ๆเป็นซาร์ปกครองประเทศโดยที่ท่านไม่มีทางปฏิเสธได้เลย หาไม่จักถูกให้รับผิดชอบว่าเป็นคนที่ทำประเทศล่มสลาย ทั้งๆที่ความยุ่งยากวุ่นวายทั้งหมดมันไม่ได้มาจากตัวท่านแม้แต่นิดเดียว" บรานิมีร์ไม่ค่อยเข้าใจนัก...ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดด้วยผู้ที่วาเลนตินกำลังระลึกถึงในถ้อยความนั้นคือผู้เป็นต้นราชวงศ์โรมานอฟองค์แรก เสียงนั้นกดเน้นลงอีกครั้ง "ไอ่พวกคนนอก...จะเข้าใจอะไร......ในเมื่อพวกมันไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองนี่"
 
       "จำไว้...เพียงเพราะเรา'ช่วย'พวกแกเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ไม่ได้หมายความว่ารัสเซียทุกคนโดยสิ้นเชิงเห็นดีเห็นง่ายด้วยกับการเข้ามาคุ้มหัวแก แต่เพราะเราเลี่ยงไม่ได้ต่างหากและจนถึงตอนนี้ก็ไม่อยากยุ่งกับแก"
 
 
        มือที่กำแน่นไว้นาทีคลายตัวออกแล้วทำกิริยาเหมือนกับผลักไสร่างที่ใส่เสื้อยืดสีอ่อนให้ห่างออกไปอย่างรังเกียจ ช่วงเวลาที่ตามมาร่างหนากว่ายืดตัวลุกขึ้น...เดินห่างไปเปิดกระเป๋าเงินของตนเอง หยิบรูปเก่าสีซีดใบนึงซึ่งเคยตัดออกมาจากหนังสือพิมพ์มาจ้องดู
 
 
 
       ...รูปใบเก่า เพียงหนึ่งปีก่อนเบลกราดจะก่อความวิบัติไปทั่วยุโรป ในวาระครบรอบ 300 ปีของราชวงศ์โรมานอฟ... การเสด็จพระราชดำเนินมายังรัสตอฟของทุกพระองค์...โดยก่อนหน้ารูปนี้จะถูกถ่ายวันเดียว ซาเรวิชองค์น้อยซึ่งตอนนั้นมีพระชันษา 8 พรรษาก็เพิ่งเสด็จไปที่ยารัสลาฟมาก่อน...
 
 
       ......ใช่ สิ่งที่เขาฝันมาคือความทรงจำซึ่งได้เกิดขึ้นจริง การได้พาองค์อเล็กซีย์ไปทอดพระเนตรริมน้ำโวลก้าแต่แน่นอน... เช่นช่วงต้นของฝัน เขาลงไปจับปลาจากน้ำส่วนที่ตื้นขึ้นมาให้พระองค์ทอดพระเนตรใกล้ๆแทนที่จะ...
 
 
       เบลกราดขยับร่างของตนให้พ้นไป ปล่อยระยะห่างให้เป็นขอบเขตส่วนตัวของผู้ที่ตนรู้จักมานับเจ็ดทศวรรษทว่า...เพิ่งทราบความรู้สึกภายในที่แท้จริงก็เพียงวันนี้ ปลายนิ้วมือแตะลูบด้านหลังศีรษะของตนที่โดนกระแทกกับเตียงในคราวแรก...รู้สึกถึงรอยช้ำที่กดเจอ นาฬิกาที่เป็นหน้าปัดตัวเลขสะท้อนแสงบนหลังตู้เสื้อผ้าบ่งเวลา่า...เพียงเลยตีหนึ่งครึ่งไปไม่มากเท่านั้น
 
       'ไม่รู้ละว่าฝันอะไร แต่...ทั้งหมดนั่นจะทำให้นอนหลับลงได้อีกมั้ยนะ'
 
       หากสิ่งที่เจ้าของห้องห่วงกลับไม่ได้ก่อตัวเป็นปัญหาเลย เมื่อร่างมนุษย์เชื้อสายรัสเซียหันกายกลับมาแล้วล้มตัวลงบนเตียงราวกับอ่อนแรง แม้จะไม่แน่ใจเองเช่นกันว่าจะยังหลับลงไหม...หรือจะกล้าหลับด้วยซ้ำไหม ทว่าสิ่งเดียวที่แน่นอน...ตอนนี้เขาเต็มใจจะทำทุกอย่างที่จะทำให้ไม่ต้องรับรู้การมีตัวตนอยู่ของคนที่เกลียดมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วด้วยประสาทการมองเห็นอีก
 
       เสียงผ่อนลมหายใจแรงๆพร้อมร่างในชุดเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นย่อลงนั่งบนริมเตียงฝั่งของตัวเอง หลังจากนั้นความเงียบสงัดก็ขวางกั้นจิตวิญญาณจากต่างถิ่นไว้ หลายนาทีกว่าจะมีสักเสียงหนึ่งกำเนิดขึ้นมาให้ได้ยินในที่สุด...และเป็นลมหายใจที่ไม่ปรกติด้วยความเปียกชื้นของช่องทางอนุญาตให้อากาศจากภายนอกผ่านเข้าไปสู่ร่างกายดังขึ้นในทิศทางที่คนบนเตียงนอนคุดคู้อยู่
 
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 
 
       ยามเช้าของวันต่อมาที่ป้อมคาเลเมกดันซึ่งเป็นแก่นตัวตนของซินกิดูนุมที่กลายเป็นเบลกราดมายาวนานกว่าสองพันปี ผู้ซึ่งไปปรากฏในความฝันของคนค่อนข้างเงียบที่เมื่อแบบใส่เครื่องแบบทหารอากาศเหมือนกันสังเกตเห็นบางอย่างแผกเพี้ยนไป ทั้งในส่วนเฉพาะคนแล้วอารมณ์ของกลุ่มโดยรวม
 
       เหล่าจิตวิญญาณเมืองทั้งห้าเหมือนจะแยกเป็นสองกลุ่ม...ฝ่ายแรกที่เดินนำหน้าด้วยอารมณ์ที่เข้ากับแสงแดดสดใสคือเมืองใหญ่ที่สุดของเซอร์เบียกับ'เด็ก'วัยสามศตวรรษอีกสองคนที่กำลังลองเดินจูงมีร์โก้กับลาน่า ส่วนฝ่ายหลังเป็นพวกที่ทำอารมณ์เข้ากับใบไม้ที่เริ่มอ่อนล้าใกล้จะหมดอายุขัยจากต้นตามวัฏจักรของฤดูใบไม้ร่วงคือตนกับเมืองอายุพันปีนิดๆริมน้ำโวลก้า...ซึ่งวันนี้ดูเงียบเหงาซึมกว่าที่เห็นวันก่อนๆ
 
       "คุณวาเลนติน...เป็นอะไรรึเปล่าครับ? เหนื่อยหรือเปล่าจากที่ผ่านมา?"
 
       ฝีเท้าของคนถูกทักหยุดลง หน้าก้มมองพื้นซึ่งได้รับการบูรณะอย่างดีกว่าที่เห็นในฝัน คำตอบไม่มีการแย้มออกมา...เพียงส่งสัญญาณให้เข้าใจด้วยการส่ายหน้าเบาๆ
 
 
       การเคลื่อนที่ของทั้งสองหยุดลง เมื่อบรานิมีร์หันกลับมาหาก็เพิ่งสังเกตว่าห่างกันมาพอสมควรแล้ว "เฮ่ จะพานิก้ากับโนเล่ไปดูพิพิธภัณฑ์ทหารนะ จะไปด้วยกันเปล่า?"
 
       พี่ชายของคัมชาทก้ายกแขนขึ้นโชว์มือคล้ายอากัปการบอกให้หยุด เซมุนหันไปบอกผู้ที่รวบตนเป็นส่วนหนึ่งในนามตั้งแต่เมื่อ 80 ปีก่อน "ไปเถอะ เดี๋ยวจะอยู่เป็นเพื่อนคุณวาเลนตินเอง"
 
       อีกสามคนที่เปี่ยมพลังงานมากกว่าพากันเดินไปยังทิศทางที่จะพาไปจุดหมายอันเพิ่งบอกไป ยารัสลาฟบิดกายพิงแนวรั้วกั้นมือทั้งสองจับราวให้มั่นแล้วมองตรงไปยังวิวเบื้องหน้าที่ครานี้มีตึกสูงครอบคลุมทุกตารางนิ้วด้วยกระจกอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะอยู่
 
 
       "ขออภัยที่ทำให้คุณต้องลำบากครับคุณเซลิมีร์..."
 
       "ไม่เลยครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วที่ต้องดูแลแขกให้ดีๆ อีกอย่างพิพิธภัณฑ์ผมก็ไม่ได้อยากดูหรอกครับ อยู่มานานไปจนเบื่อแล้ว"
 
 
       "70 ปีมาแล้วเหรอ ไม่อยากเชื่อเลย..." เสียงรำพึงรำพันเบาๆ "ผมสงสัยตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ...หากคุณอนุญาตให้ถามก็... ทำไมเราถึงไม่ได้เจอกันตั้งแต่ 70 ปีก่อน?"
 
       ดวงตาของเซลีมีร์หลุบลง ไม่ใคร่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแถบนี้ในยามสงครามโลกครั้งที่สองมากแค่ไหนแต่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ปกปิดความผิดในอดีตของตน "คุณวาเลนตินเข้ามาในวันที่ 21 ใช่ไหมครับแล้ว...คุณออกจากแถบนี้ไปเมื่อไหร่หรือครับ?"
 
       "ครับ ผมเข้ามาจากทางโรมาเนีย...เอาจริงก็อยู่ที่นี่ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำก่อนจะกลับออกไปทางเดิม หน้าที่ของผมตอนนั้นคือแค่มาเช็ค...ในฐานะเมืองที่ผลิตของสมทบให้กองทัพหลายๆอย่าง ว่าทหารทางนี้ต้องการอะไรเพิ่มบ้างแล้วของที่ส่งมาก่อนหน้านี้มีอะไรดีไม่ดียังไงบ้างจะได้ไปปรับปรุง คงต้องเรียกว่าบังเอิญเพราะที่นี่เป็นบริเวณที่ใช้เวลารบหลายวันจนกำลังพลไม่ได้เคลื่อนไปไหน"
 
       ใบหน้าคล้ายเบลกราดหากแต่ดูไม่กร้านโลกเท่าผงกหน้าน้อยๆ "...ดังนั้นคุณออกไปไม่เกินวันที่ 22 สินะครับ? ผมถูกกักตัวสอบสวนอยู่จนวันที่ 28... ถ้าไม่ได้บรานโก้มาช่วย...ผมอาจจะไม่ได้อยู่ถึงตอนนี้แล้วเมืองของผมเองที่กลายเป็นส่วนนึงของเบลกราดเมื่อสิบปีก่อนหน้าก็คงตกอยู่ในความรับผิดชอบของบรานโก้โดยตรงตั้งแต่นั้น"
 
       "เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ??" เสียงของเมืองรัสเซียแฝงความประหลาดใจเหลือล้น
 
 
       อดีตเมืองทอรูนุมซึ่งเกิดมาไล่ๆกับซินกิดูนุมไม่ได้อธิบายอะไรทันที เพียงพาอีกคนไปยังส่วนที่มีกล้องส่องทางไกลสามารถมองขยายวิวริมลำน้ำซาว่าย้อนไปทางต้นแม่น้ำได้
 
        "เห็นสะพานบรานคอฟที่อยู่ใกล้เราสุดไหมครับ ต่อไปก็เป็นสะพานเซมุนที่มีโครงเหล็กอยู่กลาง...ระหวิางสองสะพานนั้น คุณเห็นที่ว่างเป็นสนามหญ้าริมแม่น้ำทางฝั่งผมสินะครับ ...ลองขยายเข้าอีกนิด...เห็นหอที่ส่วนยอดสูงเป็นโครงเหล็กใช่ไหมครับ?"
 
 
 
       "ตรงนั้นคือ...Staro Sajmište(Old Fairground) แคมป์กักกันและสังหารคนยิวที่ใหญ่ที่สุดในเขตเบลกราดในสงครามโลกครั้งที่สอง ปิดตัวลงโดยสิ้นเชิงเพียงสามเดือนก่อนที่คุณจะมา แต่อันที่จริงแล้วนอกจากคนยิวซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ถูกสังหาร แม้แต่คนเซิร์บเองก็ถูกกักกันไว้ที่นี่...และผมคือคนที่ดูแลแคมป์นั้น"
 
       จิตวิญญาณที่กระทำตัวเสมือนนักท่องเที่ยวในยามนี้แทบไม่เชื่อหูตัวเอง "คุณ?? เป็นไปได้ยังไงครับ? คุณก็เป็นเซิร์บนี่นาแล้วยังไป...กับคนเซิร์บด้วยกัน??"
 
       "ตอนนั้นผมไม่ใช่เซิร์บครับ...อย่างน้อยด้วยฐานะในเวลาที่กระทำการนั้น อย่างที่คุณทราบคือจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่นึ่งจบลง...ผมเป็นฝ่ายออสเตรีย-ฮังการี มิหนำซ้ำยังเป็นส่วนนึงของรัฐโครเอเชียใต้การปกครองของคุณฮังการี เมื่อยูโกสลาเียถูกฉีกออกหลังถูกบุกในปี 1941...เขตแดนสมัยออสเตรีย-ฮังการีก็ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง และผมกลายเป็นฝ่ายเดียวกับโครเอเชียซึ่งเป็นรัฐหุ่นเชิดภายใต้อำนาจของฝ่ายอักษะ" คนเล่าภูมิหลังอาชญากรรมที่ตนก่อมีท่าทีลังเล "ด้วยสงครามโลกครั้งที่สองเกิดหลังครั้งแรกจบไปแค่ 20 ปี บางคนซึ่ง...เข้ามามีอำนาจสั่งการแถวนี้ คือคนที่มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่สมัยออสเตรีย-ฮังการี ดังนั้นตอนนั้นจึงเป็นโอกาสที่เหมาะยิ่งที่จะเอาคืนฝ่ายเซิร์บ ด้วยเหตุนี้ผมจึงถูกหมายตาให้รับหน้าที่นั้นเพื่อเป็นการเอาคืน...เพราะด้วยความที่ผมยังรู้จักใครหลายๆคนที่เปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายอักษะจากฝ่ายออสเตรียเมื่อก่อน ซึ่งยังไงในช่วงนั้นก็ยังคงผูกพันกันมากกว่าทางเซิร์บ..."
 
 
       น้ำเสียงของเมืองซึ่งได้เปรียบด้านการศึกษาและการอบรมมารยาทจากที่เป็นส่วนนึงของออสเตรีย-ฮังการีร่วม 200 ปีขาดช่วงลง
 
        "กระทั่งตอนนี้เอง ชีวิตของผมก็ไม่ง่ายนัก...เมืองเซอร์เบีย'บางคน'ยังมองว่าผมอยู่ข้างโครเอเชียมากเกินกว่าจะมองเป็นเซิร์บด้วยกันได้เพราะผมไม่ได้ผ่านอะไรอย่างที่พวกเขาผ่านมาเลยทั้งการต่อสู้เพื่อขับไล่อิทธิพลของออตโตมัน สงครามบัลข่าน...ซึ่งมันก็ถูกครับ บางที...หากออสเตรีย-ฮังการีไม่ได้ล่มสลายลง ปัจจุบันนี้ผมอาจจะเป็นเมืองโครเอเชียแทนก็เป็นได้"
 
 
       คนที่มีอายุน้อยกว่าครึ่งนึงของร่างสูงน้อยกว่าดึงตัวออกจากกล้องส่องทางไกล ทบทวนข้อมูลจากการเฝ้าสังเกตปฏิสัมพันธ์ของเหล่าเมืองเซิร์บเมื่อวาน "คุณเนมานย่าสินะครับ..."
 
 
       "ครับ" จิตวิญญาณผู้ราวกับไป'แย่ง'ตำแหน่งเมืองหลวงโดยพฤตินัยในยามที่เบลกราดไม่อยู่จากคนที่ถูกเอ่ยนามนั้นพยักหน้าช้าๆ
 
       "หากคุณบอกว่า...กระทั่งในสงครามโลกครั้งที่สอง คุณยังรู้สึกผูกพันกับฝั่งออสเตรียมากกว่าฝ่ายเซิร์บ" เสียงออกแหบต่ำก่านั้นมีร่องรอยสั่นนิดๆ...ทั้งความไม่มั่นใจและเพราะพยายามควบคุมระดับอารมณ์ของตน "คุณไม่...ไม่พยายามห้ามเบลกราดไม่ให้ทำเรื่องนั้นเลยเหรอครับ?"
 
       แววตาของเซมุนหมองลง
 
       "ความรู้สึกของผมที่มีต่อการสิ้นพระชนม์ขององค์รัชทายาทไม่เคยเป็นอารมณ์ของความยินดีเลยตลอดทุกันที่ผ่านมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน"
 
       "ผมมีความผิดที่ห้ามพวกบรานโก้ไม่ได้... ช่วงนั้นเซอร์เบียกำลังฮึกเหิมที่ได้ดินแดนขยายเพิ่มขึ้นจากสงครามต่างๆในช่วงราวๆสามสิบกว่าปี พวกนั้นมองมาทางผมกับบอสเนีย คิดว่าหากข่มขู่ทางออสเตรีย-ฮังการีแล้วจะได้มาง่ายๆด้วยทางนั้นคงไม่อยากต้องไปเสี่ยงที่จะต้องรบกับประเทศของคุณ แต่ที่พวกนั้นคาดผิดไป...คือท่านรัชทายาทถือเป็นการสูญเสียที่มากเกินไปจนทางคุณออสเตรียไม่อาจทนยอมได้ และสิ่งที่เป็นสาเหตุหนึ่งให้บรานโก้ตัดสินใจลงมือ...คือเขาคิดว่าถ้ารอช้าตามที่ผมแนะนำไปบอกว่าผมรอได้ที่จะอยู่แยกกับเขาไปอีก สักวันหากทางออสเตรีย-ฮังการีเปลี่ยนท่าทีแล้วพยายามจะขยายอาณาเขตเพิ่มลงมาที่เซอร์เบีย บรานโก้กลั่าผมจะถูกยืมมือใช้ให้เป็นคนที่ต้องทำร้ายเขาเสียเองด้ยความที่เราเป็นชายแดนที่เผชิญหน้ากัน ดังนั้นเพื่อพยายามปกป้องผมไม่ให้ถูกใช้ทำอย่างนั้นเขาจึงตัดสินใจลงมือ...แล้วมันก็เพียงแค่เร่งปฏิกิริยาให้ผมต้องทำสิ่งที่เขากลัวไว้เร็วยิ่งขึ้นแทน"
 
 
       วาเลนตินเก็บงำเงียบ...ด้วยอย่างไรเขาก็ไม่ค่อนรู้สึกว่าออสเตรีย-ฮังการีมีส่วนรวมในสิ่งที่ต่อมาจะเกิดขึ้นกับราชงศ์โรมานอฟมากเท่ากับเซอร์เบียอยู่ดี...มิหนำซ้ำ เขาอาจจะพอเข้าใจทางนั้นเสียอีก
 
       ก็เขาเองมิใช่หรือที่เก็บความเกลียดชังต่อผู้ที่พรากพระราชวงศ์ที่เขารักไปโดยไม่มีเปลี่ยนแปรจนกระทั่งเกือบศตวรรษผ่านไปแล้ว?
 
 
       "เขาห่วงแต่สวัสดิภาพของคุณว่าจะถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ไม่ได้คิดถึงว่าสิ่งที่เขาทำจะทำให้เกิดอะไรขึ้นกับคนที่เขาขอให้ช่วยเลย...งั้นรึครับ เขาไม่เสียใจที่ตัดทอนพระชนมชีพรัชทายาทของออสเตรีย-ฮังการี...Как насчет Алексея??(How about Aleksei?)"
 
 
       ปลายเสียงตวัด...เย็นชา...โหดร้ายอย่างผิดวิสัยปรกติ ผู้ที่ต้องรับคำพูดนั้นแทนเบลกราดก้มหน้าลง...มิมีสิ่งใดจะโต้แย้ง 
 
       "ต้องขอบคุณเบลกราด ที่ทำให้เกิดการล้มราชวงศ์ตามมา เกิดสงครามกลางเมือง...แล้วพวกอ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนราชวงศ์ทั้งๆที่ความเป็นจริงเป็นอะไรมารวมกันมั่วไปหมดก็บุกมายึดตัวผมไว้ ไปทำให้พวกฝ่ายแดงเลือดขึ้นหน้าเพราะถูกลูบคมโดยผมไม่ได้เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของฝ่ายขาวนั้นด้วยซ้ำ แล้วสุดท้ายผมกับประชากรที่ไม่ได้อยากเกี่ยวข้องอะไรด้วยก็ต้องบาดเจ็บล้มตายกันไปเท่าไหร่ แล้วตั้งแต่นั้นมา..." ยารัสลาฟกางแขนออก ผายมือให้เห็นทั่วตัวได้ชัดๆ "...จากเมืองอันดับสองของรัสเซียในช่วงต่้นของราชงศ์โรมานอฟ ตอนนี้ผมเป็นแค่เศษซากอะไรสักอย่าง แม้กระทั่งรัชสมัยของซาร์นิโคลัสฐานะของผมก็ยังเป็นเมืองอันดับต้นๆอย่างน้อยก็ 1 ใน 10 แม้แต่ตอนที่มอสโกถูกนโปเลียนบุกมา คนจากที่นั้นก็เห็นผมเป็นที่พึ่งได้มากพอที่จะเลือกอพยพลี้ภัยมา"
 
       เซมุนกล้ำกลินอย่างลำบากใจ ด้วยเขาไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆว่าได้พบกับผู้ที่ได้รับผลร้ายแทบจะเพียงด้านเดียวจากผลกระทบต่อประเทศซึ่งชาวเซิร์บมองว่าเป็นผู้ให้การช่วยเหลือพวกตนมาโดยตลอดโดยไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
 
 
       "ผม...แม้ไม่จะสามารถรับผิดชอบหรือแก้ไขอะไรที่เกิดขึ้นได้ ต้องกราบขออภัยคุณวาเลนตินจริงๆครับ"
 
       ทว่าผู้ถูกขอโทษส่ายหน้า "คุณมาขอโทษผมเพื่ออะไรหรือครับ ก็คุณเป็นฝ่ายออสเตรีย-ฮังการีในตอนนั้น"
 
       "ครับ......" เซมุนนิ่งเงียบไป "แต่ได้โปรดเชื่อเถิดครับ...คนที่นี้รักและสำนึกในบุญคุณขององค์ซาร์นิโคลัสในความเสียสละอันมหาศาลที่พระองค์ทรงประทานช่วยเหลือมา......หากผมเข้าใจไม่ผิด คุณคิดว่าคนที่นี่มิได้สำนึกอะไรกับสิ่งที่พระองค์ทรงเสี่ยงเพื่อช่วยคนที่นี่ เพราะพิธีการเมื่อวานทั้งหมด ดูจะมุ่งเน้นไปที่บทบาทของกองทัพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สองเสียมากกว่า...ใช่หรือเปล่าครับ?"
 
       ผู้ที่ถูกบังคับให้เป็นส่วนหนึ่งของโซเวียตทว่าไม่เคยนึกรักรัฐนั้นเลยแม้แต่นิดเดียวเบือนหน้าไปมองวิวแม่น้ำอีกครั้ง 
 
       "ที่จริงแล้ว..." เสียงของร่างแยกเมืองหลวงของเซอร์เบียพูดขึ้นอีกครั้ง "กรุณาตามมากับผมหน่อยครับ ผมอยากให้คุณได้เห็นบางสิ่ง...เพื่อประกอบการอธิบาย"
 
 
 
       จิตวิญญาณทั้งสองเดินตามกันมาเงียบๆอ้อมมาไกลจากด้านที่หันเข้าหาจุดบรรจบแม่น้ำของคาเลเมกดันมาพอสมควร สักพักเหมือนจะได้ยินแว่วเสียงของการทำงานเหมือนก่อสร้างอะไรสักอย่างอยู่และเซมุนก็พายุดฝีเท้าลง
 
       "ขออภัยที่สภาพยังไม่เรียบร้อยนะครับ แต่ผมอยากให้คุณได้เห็นก่อนที่คุณจะไปจากที่นี่..."
 
       
 
       "คุณอาจจะสงสัย ทำไมจึงไม่รีบดำเนินการให้เสร็จทันเปิดพร้อมๆกับพิธีการเมื่อวาน บรานโก้เองก็คิดเช่นนั้นครับแต่ผมคิดว่ามันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเปิดพระบรมรูปในวันเดียวกับที่ฉลองการมาปลดปล่อยเมืองนี้โดยกองทัพโซเวียต ก็เลย...เลื่อนกำหนดการณ์ออกไป ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า...Patriarch Kirill แห่งมอสโกและรัสเซียจะเสด็จมาร่วมพิธีการเปิดพระบรมรูปด้วยตัวท่านเอง"
 
       ผู้คุ้นเคยกับนามนั้นดีส่ายหน้าอย่างระอาใจ "บางทีผมไม่ควรแปลกเท่าไหร่กับคนที่ยอมยกคอมมิวนิสต์ขึ้นแล้วล้มราชวงศ์ของตัวเองได้โดยดูไม่เดือดร้อนอะไรเลย..."
 
 
       "อา...นั่นน่ะเหรอครับ?" ร่างอายุสองพันกว่าปีเชื้อสายสลาฟใต้หยุดคิดเรียบเรียงคำอธิบายให้เป็นลำดับ "แม้จะฟังดูไม่ดี ส่วนหนึ่ง...ปัญหาความแตกแยกของเชื้อชาติที่พาให้ยูโกสลาเวียถึงจุดจบเมื่อยี่สิบปีที่แล้วก็มีรากฐานมากจากราชงศ์เซอร์เบียด้วยนั่นละครับ"
 
       ร่างสูงกว่าจากรัสเซียรอรับฟัง...พยายามจะทำความเข้าใจปัญหาแถบนี้ที่เกี่ยวดองกับน้องรหัสตนให้มากขึ้น
 
       "เริ่มแรกเลย...แนวคิดของรัฐรวมชาวสลาฟใต้จะเป็นแบบที่ทางโครเอเชียมีอำนาจปกครองดินแดนส่วนที่แยกมาจากออสเตรีย-ฮังการี ทว่าเมื่อมีการเจรจากันเพื่อที่จะรวมกับเซอร์เบีย นักการเมืองทางนั้นบางส่วนมิเห็นด้วย...และเมื่อถูกบังคับให้รวมตัวกัน ราชวงศ์ของเซอร์เบียที่ไม่เคยมีความผูกพันกับประชาชนเชื้อสายสลาฟใต้อื่นๆก็ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดเพียงผู้เดียว"
 
 
       "ส่วนที่คุณพูดถึงการล้มราชวงศ์แล้วให้สามัญชนอย่างติโต้ขึ้นมาเป็นผุ้นำสูงสุดปกครองประเทศแทน... ก่อนอื่นผมอยากให้คุณทราบถึงประวัติของราชวงศ์สักเล็กน้อย...กษัตริย์ที่ถูกคอมมูนิสต์ถอดถอนและเนรเทศออกไปนั่นคือ สมเด็จพระเจ้าปีเตอร์ที่ 2 แห่งยูโกสลาเวีย...เป็นพระโอรสใน อเล็กซานดาร์ คาราจอร์เจวิช ที่ 2 ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์ในปี 1934 ที่ฝรั่งเศสโดยขบวนการแบ่งแยกดินแดนจากโครเอเชียและมาเซโดเนียร่วมมือกัน"
 
       ผู้รับข้อความยังนิ่งเงียบ...เก็บจำ ประมวลผล
 
       "ในสงครามโลกครั้งที่ 2...ดังที่ผมเล่าเรื่องค่ายสตาโร ซายมิชเตไปแล้ว ค่ายกักกันที่ใช้สังหารและทารุณคนเซิร์บในจำนวนที่แทบจะเท่ากับชาวยิวมีกระจายอยู่ทั่วไปในเขตรัฐอิสระโครเอเชียใต้ความควบคุมของนาซีในยามนั้น... รวมทั้งหมดแล้วชาวเซิร์บถูกฆ่าไปเป็นหลักแสนโดยการดำเนินการของรัฐบาลโครเอเชียในระยะ 4 ปีนั้น"
 
       "คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับหากหลังสงครามแล้วมีการเชิญราชวงศ์ที่สืบเชื้อมาจากราชวงศ์ของเซิร์บกลับมาปกครองประเทศซึ่งพระราชบิดาของท่านถูกปลงพระชนม์โดยฝ่ายโครแอท? ผนวกเข้ากับอาชญากรรมที่รัฐบาลชั่วคราวที่อ้างตนว่าเป็นโครแอทแท้ๆกระทำต่อชาวเซิร์บเสียอีก? ผมคิดว่ายูโกสลาเวียคงแตกเสียแต่ตอนนั้น...หรืออย่างน้อยคนโครแอทคงถูกกดขี่อย่างเลวร้าย อาจจะถูกสังหารแทบล้างเผ่าพันธุ์โดยน้ำมือของเซิร์บก่อนความรุนแรงเมื่อ 20 ปีก่อนเลยก็ได้"
 
       "ผมมองว่า...ด้วยพระราชบิดาของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 2 ถูกปลงพระชนม์โดยฝ่ายโครแอท นอกจากเรื่องข้างต้นแล้ว...พระองค์จะสามารถปกครองชนกลุ่มนั้นได้อยู่หรือ? มันจะเจ็บปวดขัดแย้งกับความรู้สึกของท่านมากแค่ไหน ดังนั้นการเอา'คนกลาง'ซึ่้งก็ไม่ได้เข้าข้างเซิร์บหรือฝ่ายใดเป็นพิเศษขึ้นมา อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หากองค์ซาเรวิชของคุณทรงรอดพ้นจากการปลงพระชนม์เพียงพระองค์เดียว ท่านจะยังมีความสุขที่อยู่ในรัสเซีย...ในดินแดนที่ท่านทอดพระเนตรเห็นกลุ่มคนที่มีส่วนในการปลงพระชนม์พระราชบิดากับพระองค์อื่นๆอยู่ตลอดอย่างนั้นหรือครับ?"
 
 
       จิตวิญญาณที่รักราชวงศ์ยิ่งก้มลง...สิ้นความที่จะโต้แย้ง
 
       ร่างเล็กแต่สูงกว่าด้วยวัยวุฒิมองอีกคนด้วยสายที่ไร้ซึ่งความอคติใดๆในความไม่รู้นั้น "ติโต้อาจจะไม่ใช่คนดีที่สุดที่ไร้มลทินเลย การกำจัดราชวงศ์ของเขาก็เพียงยึดราชสมบัติและความเป็นพลเมือง เนรเทศเหล่าเชื้อพระวงศ์ออกไป แต่อย่างน้อยพวกท่านก็ยังได้ใช้ชีวิตอยู่...เมื่อไม่นานมานี้เองพระโอรสเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าปีเตอร์ก็ได้เสด็จกลับมายังเซอร์เบีย ตอนนี้ก็เริ่มมีการถกกันอยู่ว่าเซอร์เบียควรจะรับราชวงศ์กลับเข้ามาไหม"
 
       "คำถามสุดท้ายครับ คุณเซลีมีร์..." "เชิญครับ" "ทำไมคุณถึงยอมให้เบลกราดเป็นคนมีอำนาจสั่งการคุณ ทั้งๆที่ความรู้ความสามารถของคุณดีกว่าหมอนั่นมากด้วยซ้ำ"
 
 
       เซลีมีร์ยิ้มเรียบๆเหมือนยามผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กอ่อนวั่ย "ความรู้ความสามารถมากแต่หากไม่มี'ความกล้า' บางครั้งก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้สามารถนั้นด้วยซ้ำครับ บรานโก้เป็นด่านหน้า...คอยชนกับคนอื่นเพราะเขาเก่งในด้านนั้น ส่วนผมค่อยๆช่วยจัดการรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆจากทางด้านหลัง แม้ผมจะไม่ปฏิเสธก็ตามว่าความทื่อของบรานโก้ทำให้ผมปวดหัวมามากตลอด 80 ปีที่ตั้งเป็นทีมช่วยกันดูแลประเทศในฐานะเมืองหลวง"
 
       คิ้วของวาเลนตินกระตุกยกสูงขึ้น...แปลกใจจู่ๆคนที่เคยเหมือนจะพูดปกป้องเบลกราดบ่อยๆกลับแว้งใส่เจ้าตัวเสียเอง
 
       รอยยิ้มของผู้กำลังจะต้องกลับมาทำหน้าที่เมืองหลวงเพียงคนเดียวเมื่อบรานิมีร์และสองรัสเซียกลับโรงเรียนกันขยายกว้างขึ้น "โปรดอย่าทำหน้าแปลกใจอย่างนั้นสิครับ บางครั้งการที่เราอยู่กับใครสักคนได้นานๆ มิใช่ว่าเราชอบคนๆนั้นอย่างสุดใจ...บางครั้งมันก็เป็นเพราะเรา'ทำใจ'กับคนๆนั้นแล้วเสียต่างหาก"
 
 
       กล่าวจบศีรษะของเซลีมีร์ก็ค้อมลง คล้ายก้มลงเคารพคนอายุน้อยกว่าตรงหน้าเสียด้วยซ้ำจนเจ้าตัวละล่ำละลักพูดไม่เป็นภาษาด้วยความตกใจ
 
       "ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าการมาเยือนครั้งนี้เป็นความลำบากใจของคุณมากที่ต้องกลับมาที่นี่ ผมต้องกราบขออภัยแทนบรานโก้ที่ทำให้คุณขุ่นข้องหมองใจ และเช่นกันต้องขอบพระคุณ...ที่ทำให้ผมตาสว่างเข้าใจถึงความรู้สึกของเมืองรัสเซียที่เสียใจยิ่งต่อความเลินเล่อคิดไม่ถี่ถ้วนของพวกเราที่ทำให้ราชวงศ์ที่รักยิ่งของคุณต้องประสบกับความสิ้นสูญ ผมจะจำไว้เป็นอย่างดีเพื่อทำให้แน่ใจว่า...พวกผมจะไม่ทำอะไรผิดพลาดซ้ำแบบนั้นและก่อความเสียใจใหญ่หลวงให้แก่คนที่ในยามนั้นยังไม่รู้จักกันอีก"
 
 
       เสียงดนตรีแผ่วเบาบรรเลงของโทรศัพท์มือถือดังมาจากกระเป๋าเสื้อนอกของ'เบลกราดเทียม' ตาสีเขียวเทาสงบ กวาดดูหน้าจอก่อนกดรับ ปล่อยเสียงจาก'เบลกราดแท้'เดินทางเข้าหู
 
       "อยู่ที่ไหนกันน่ะเซลีโก้ ไม่ใช่นายทำวาเลนก้าหายไปแล้วน้ะ"
 
       "อยู่ด้านหลัง...พาคุณวาเลนตินมาดูพระบรมรูป"
 
       "เดี๋ยว พาไปดูทำม้ายยยยย มันยังไม่เสร็จไม่ใช่เร้อ???" เสียงเบลกราดแหวดังออกมาจนยารัสลาฟได้ยิน
 
       น้ำเสียงของผู้ร่วมเป็นเจ้าของโปรเจ็คต่างๆในเมืองหลวงของเซอร์เบียเปลี่ยนไป เป็นเสียงที่มีเพียงคนที่อีกปลายสายโทรศัพท์เท่านั้นที่ได้ยินบ่อย "หึ นายควรขอบคุณผมด้วยซ้ำที่พาเขามานะ ไม่งั้นก็..."
 
       "เอาเถอะ เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้เด็กใจร้อนสองคนที่อยู่กันผมอยากจะไป Novo Groblje(New cemetary) ที่ปูตินไปวางหรีดให้ทหารโซเวียตเมื่อวานกันแล้วแน่ะ จะไปด้วยกันมั้ยแล้วนัดเจอตรงไหนดี??"
 
       จิตวิญญาณผู้ไม่ได้นับตนว่าเป็นเซิร์บอย่างเป็นทางการจนปี 1918 ลดโทรศัพท์ลงถาม ทว่าเป็นอีกครั้งที่วาเลนตินส่ายหน้า... เขาจะอยากไปเพื่ออะไรในเมื่อ 70 ปีที่แล้วเขายังเห็นบางศพซึ่งสูญเสียชีวิตไปจากการสู้รบเพื่อปลดปล่อยเจ้าหน้าระรื่นที่คนข้างๆกำลังคุยผ่านคลื่นสัญญาณการติดต่ออยู่ในสภาพที่ยังไม่ได้รับการประกอบพิธีด้วยซ้ำ
 
        "คุณวาเลนตินเขาไม่อยากไปน่ะ......อืม เอาไงดี ชั้นพอเขาไปโบสถ์รัสเซียข้างๆโบสถ์เซนต์มาร์คดีกว่ามั้ย? อยู่ห่างกันไม่กี่บล็อคแล้วเสร็จแล้วนายก็พาคุณนีกีต้ามาดูรัฐสภาด้วยเลยเป็นไง?"
 
       "กู๊ด ไอเดีย! สปาซิบา เซลีโก้"
 
 
       เมือตัดสัญญาณการสื่อสารกับ'เจ้าคนน่ารำคาญ'ของจิตวิญญาณเมืองลุ่มแม่น้ำโวลก้า อดีตเมืองชายแดนของออสเตรีย-ฮังการีเฝ้าดูอีกคนมองพระบรมรูปอย่างยาวนาน...สุดแสนอาลัยอาวรณ์ "คุณวาเลนตินครับ... ต่อไปผมจะพาคุณไปที่โบสถ์นิกายรัสเซียน ออร์โธดอกซ์แห่งเดียวในประเทศนี้ หากคุณต้องการสวดภาวนาระลึกถึงท่าน..."
 
       ผู้ถูกเรียกชื่อหลุบตาลงก้มหน้า อีกครั้งที่ยังข้องใจว่าทำไมคนที่อ่อนไหวรู้จักคิดถึงใจคนอื่นมากๆอย่างเซลีมีร์ถึงไม่ได้เป็นเมืองหลวง
 
 
 
       ...บางครั้งเซอร์เบียก็อาจไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมดอย่างที่เชื่อมาตลอด แต่อย่างไร เขาคงไม่ย่างเท้ากลับมาที่นี่อีกแล้ว
 
 
 
-:==:::===== ฺBonded[unevitably/unwanted] - FIN =====:::==:-
 
 
 
       พิมพ์ให้จบทันเวลาก็แทบดับดิ้นไปกับปีเก่าแล้ว โปรดอภัยเรื่องพิมพ์ตกเพราะคีย์บอร์ดจิ้มปุ่ม ห/ฆ + ว/ซ ไม่ค่อยติดด้วย ไม่มีเวลาตรวจคำผิดจริงๆ //พรากกกกกกก
 
 
 

HBD Osijek

posted on 02 Dec 2014 16:19 by saixmedrik in Art-CG, EWAW
 
......ไม่ได้อัพบล็อกมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย
 
ไม่ได้มีปัญหาเข้าเอ็กซ์ทีนยาก ตอนนี้ก็เข้าได้ตลอดแต่ก็ลืมอัพประจำ - -"
 
 
 โอเค แปะ
 
 
 
ความจริงมันก็วันเกิด(?)เมืองอะน้า.... แต่พอดีเป็นเมืองที่เอาไปลงคาร์คอมมูอีว่าว
 
ส่วนสาวๆสองคนในรูปนั่นไม่ได้ลงคอมมูแต่ก็มีแจมในบล็อกนี้มาแล้วทั้งคู่ //คน้ายเอนทรี่ล่าสุดก่อนหน้านี้ไง ส่วนคนขวาออก(?)มาแต่ชื่อกับเมืองกับ ตัวจิติญญาณไม่ได้ออก
 
ตอนแรกไม่ได้กะวาดอะ วาดอาร์ทบุคหัวกระเจิงอยู่ ไม่ค่อยอยากวาดอย่างอื่นตอนงานยังไงเสร็จเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็วาดจนได้เพราะถือว่าซ้อมมือลองวาดชุดด้วย เพราะคนกลางกะคนขวาน่ะจะเอาวาดลงอาร์ทบุคด้วย แล้วชุดแม่คุณทางขวานี่.....โหดระดับโคตรบอส รายละเอียดเพียบแถมดูไม่ออกเลยว่าชิ้นไหนเป็นอะไร ใส่อะไรทับอะไรกันบ้าง
 
 
 
https://www.facebook.com/TerraFirmaProject - เพจเฟซบุคความคืบหน้าอาร์ทบุคที่กำลังทำอยู่กับคนอื่นๆ หัวข้อหลักเป็นพวกัฒนธรรมพื้นบ้าน ตำนาน เทพนิยาย