[EWAW] ส่งตัว Beograd

posted on 13 Apr 2013 19:16 by saixmedrik in EWAW directory Cartoon
 
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนนึงของคอมมู
 
คำเตือนสักเล็กน้อยจากที่บล็อกคอมมู...
 
"จุดมุ่งหมายของคอมมูนิตี้นี้คือการได้รับความสนุกสนานและแฝงด้วยความรู้จากข้อมูลของแต่ละเมืองรวมถึงประเทศตามลักษณะ ของ Himaruya Hidekaz ผู้สร้าง Axis Powers Hetalia ซึ่งทางเราไม่ได้ต้องการให้เกิดดราม่าหรือสิ่งอื่นใด
 
หากท่านไม่ชมชอบคอมมูนิตี้นี้ โปรดวางตัวเฉยแล้วกด x ออกจากหน้าบล็อกเลยนะคะ"
 
 
 
 
 
. .) //เอานิ้วจิ้มๆกัน.... (ยืมอีโมวาเลนก้ามาใช้แป๊บ)
 
......คือชอบประเทศแถบอดีตยูโกสลาเีวียมาก็พักนึงแล้วนะ แต่อ.ฮิมะไม่วาดประเทศแถบนี้ออกมาสักที (จนผปค.จิ้นกระจายแบบว่าถึงยังไม่มีออกมาก็จองชิปคู่ เซอร์เบีย x โครเอเชีย ไ้ว้แล้ว)
 
 
ในเมื่อไม่เห็นใครจองเมืองของประเทศแถบอดีตยูโกสลาเวียเลย ติ่งยูโกฯและชาวสลาฟอย่างจขบ.เลยขอเปิบพิสดาร....
 
 
 
 
"Мој Југословенска браћо и сестре, чак и до данас те још увек недостаје."
[My Yugoslav brothers and sisters, even to this day I still miss you.]
 
 

(//เกาัหัว คนเซอร์เบียไม่รู้เพราะอะไร จมูกมักเบี้ยวไปด้านหนึงแบบนี้เห็นบ่อยจริงๆ)
 
 
ชื่อเมือง - Belgrade / Beograd [เบลเกรด(ภาษาอังกฤษ) / เบลกราด(ภาษาเซอร์เบียน) - แปลว่า "เมืองสีขาว"]

ทวีป - ยุโรป

ประเทศ - เซอร์เบีย

ชื่อมนุษย์ - Бранимир Бојановић (Branimir Bojanović) บรานิมีร์ โบยาโนวิช
[ชื่อเล่น/diminutive: Бранко (Branko) - บรานโก้]
 
 
อายุ - 18

เพศ - ชาย
 
ส่วนสูง/น้ำหนัก - 192/78
 
สีผม/สีตา - น้ำตาล / เขียวอมเทา
 
ภาษา - ภาษาหลักดั้งเดิมคือ เซิร์บโบ-โครเอเชีย[Serbo-Croatia]ซึ่งเป็นรากของภาษาเซิร์บ โครเอเชีย และบอสเนียในปัจจุบันทำให้เข้าใจทั้งสามภาษา / รู้ภาษาอังกฤษในเกณฑ์ดี (ประชากรเบลกราดในยุคปัจจุบันทั่วไปแทบทุกคนมีความรู้ภาษาอังกฤษสูงพอที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติได้) / พอรู้รัสเซียบ้างจากการที่มีความสัมพันธ์กับรัสเซียมาตลอดช่วงหลังๆ

แผนการเรียน - วิทย์
 

ลักษณะเมือง
 
       ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบกันของแม่น้ำดานูบกับแม่น้ำ Sava ที่ไหลมาจากแนวทิวเขาตอนบนของสโลเวเนีย พื้นที่ของเฉพาะตัวนครเบลกราดครอบคลุมพื้นที่ 360 ตารางกิโลเมตรในขณะที่หากรวมเขตปริมณฑลทั้งหมดด้วยแล้วจะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 3,223 ตารางกิโลเมตร ลักษณะของเมืองทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำดานูบและแม่น้ำซาวาจะเป็นพื้นราบลุ่มในขณะที่ฝั่งขวาของแม่น้ำซาวาจะเป็นเนินเขา 
 
 
       จำนวนตัวเลขประชากรปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,660,000 คน โดยเกือบ 90% ของประชากรเบลกราดเป็นชาวเซิร์บ อีกร่วม 10% ที่เหลือนั้นคละเคล้ากันไประหว่างชาวยูโกสลาฟ(ชาวสลาฟที่มีเชื้อสายของรัฐต่างๆในสมัยยังรวมเป็นยูโกสลาเวียและไม่ต้องการนับตนเป็นเชื้อชาติใดเพียงชนชาติเดียว), ชาวยิปซี, ชาวมอนเตเนโกร, ชาวโครแอต, ชาวมาเซโดเนีย และ ชาวมุสลิมไม่ระบุเชื้อชาติ ซึ่งจำนวนประชากรของเบลกราดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากการล่มสลายของประเทศยูโกสลาเวียและมีการอพยพย้ายเข้ามาของชาวเซิร์บที่เคยอยู่ในแถบที่ได้แยกตัวออกไปเป็นประเทศอื่นๆ(สโลเวเนีย, โครเอเชีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวิน่า)
 
       ตามสถิติ ประชากรประมาณ 1,400,000 คนของเบลกราดนับถือศาสนาคริสต์นิกาย Serbian Orthodox และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ในเบลกราดจะเคยมีชาวยิวอาศัยอยุ่พอสมควรแต่ปัจจุบันตัวเลขของชาวยิวในเบลกราดลดลงเหลืออยู่ที่ประมาณ 2,000 จากราว 10,000 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองและการอพยพออกไป
 
 
       เบลกราดอยู่เขตอบอุ่นแบบชื้น มีหน้าหนาวที่ไม่หนาวจัด อุณหภูมิแกว่งอยู่ในระดับไม่ค่อยเกิน-5 ถึง 5 องศา กับหน้าร้อนที่อุณหภูมิสามารถขึ้นสูงได้กว่า 30 องศา 
 
 
       ปัจจุบันนี้เบลกราดนับเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิฐเติบโตมากที่สุดในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเขต Novi Beograd(New Belgrade)ที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำซาวา มีโรงแรม ฮอลล์จัดประชุมอเนกประสงค์ ตึกออฟฟิศสำนักงาน ศูนย์การค้า ศูนย์ธุรกิจครบวงจรAirport City Belgradeเป็นที่ตั้งของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน รวมถึงตลาดหุ้นของเบลกราด นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์กลางทางศิลปะวัฒนธรรมของเขตประเทศอดีตยูโกสลาเวียด้วย
 
 
       เบลกราดจัดได้ว่าเป็นเมืองที่มีการส่งเสริมด้านกีฬามากที่สุดแห่งนึงของโลก มีทั้งสโมสรกีฬาใหญ่ๆและสนามกีฬาตั้งแต่ระดับเล็กให้ประชาชนใช้ออกกำลังกายจนถึงระดับที่สามารถจัดการแข่งขันระดับโลกได้ ในช่วงปีตั้งแต่ปี 2000 เป็นมา เบลกราดได้เป็นเจ้าภาพมาแล้วทั้ง Eurobasket2005 (การแข่งบาสชิงแชมป์ยุโรป), การแข่งวอลเลย์บอลชิงแชมปยุโรปในปีเดียวกัน, การแข่งโปโลน้ำชิงแชมป์ยุโรปปี 2006 และ กีฬามหาวิทยาลัยโลก ในปี 2009
 
แผนที่ขยายส่วนตัวเมืองของเบลกราด แม่น้ำดานูบ(ตัดขวาง)และแม่น้ำซาวา(ไหลมาจากด้านใต้)
 
 
ตำแหน่งที่ตั้งของเบลกราดในเซอร์เบียและเขตประเทศอดีตยูโกสลาเีีวียทั้งหมดในคาบสมุทรบัลข่าน
 
 

ประวัติเมือง -
 
       ก่อตั้งเป็นเมืองและมีผู้คนอยู่สืบเนื่องติดต่อกันมาอย่างเป็นหลักเป็นฐานเมื่อราว 279 ปีก่อนคริสตกาล แม้ว่าก่อนหน้านั้นในบริเวณที่ตั้งปัจจุบันของเบลกราดจะเคยมีอารยธรรม Vinča ของยุคหินใหม่(Neolithic) ตั้งแต่เมื่อ 5500-4500 ปีก่อนคริสตกาลแต่ก็ถูกทิ้งร้างเป็นระยะๆไม่มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง
 
       ในยุคแรกนั้น เบลกราดถูกสร้างเป็นเมืองโดยชาวเซลติกกลุ่มScordisci โดยมีชื่อเมืองว่า Singidūn (แปลว่าป้อมปราการ) จากนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงได้อิทธิพลจากโรมันโดยการมาถึงของกองทัพโรมันในสมัย 34-33ปีก่อนคริสตกาล จนกลายเป็นชุมชนในอำนาจของโรมันในราวปีค.ศ. 150 ก่อนพัฒนาขึ้นเป็นเมืองระดับสูงในปกครองของโรมันช่วงปีค.ศ.200 จากนั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันตะวันออก(ไบเซนไทน์)ในปีค.ศ.395
 
 
       ช่วงปีค.ศ. 442 เมืองได้ถูกรุกรานโดยชาวฮันใต้การนำของ อัตติลาเดอะฮัน แล้วจากนั้นก็ถูกรุกรานแย่งชิงกันอีกหลายครั้งจากชาวอิหร่าน ชาวเผ่าเยอรมัน จนปีค.ศ. 539 ก็ได้กลับมาอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรไบเซนไทน์อีกครั้งแต่ก็ยังไม่พ้นไปจากสงครามการแย่งชิงเมืองอยู่เนืองๆ จนในที่สุดบรรพบุรุษของชาวเซอร์เบียปัจจุบันคือชาวสลาฟก็ได้เข้ามาในภูมิภาคนี้เมื่อราวปีค.ศ. 600 แต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานะของเมืองมั่นคงขึ้นแต่อย่างใดและอีกตลอดหลายร้อยปีต่อมา เบลกราดก็ถูกแย่งชิงกันไปมาหลายต่อหลายครั้งระหว่างชาวบัลกาเรียน, แฟรงก์, ฮังกาเรียน, ไบเซนไทน์ จนมีการบันทึกกล่าวถึงชนชาติเซอร์เบียนครั้งแรกในปี 1284 ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ Stephen Dragutin ซึ่งได้รับสิทธิ์จากปกครองเบลกราดมาจากฮังการี
 
 
Despot Stefan Tower และป้อมปราการที่เป็นสถาปัตยกรรมหลงเหลือมาจากยุคคริสตศตวรรษที่ 14
(Credit: Wikipedia)
 
 
       ในสมัยคริสตศตวรรษที่ 14 เซอร์เบียนเริ่มเสียดินแดนทางใต้ให้กับอาณาจักรออตโตมัน เบลกราดสามารถต้านทานการบุกโจมตีของกองทัพออตโตมันได้ถึงสองครั้งก่อนจะพ่ายแพ้ในที่สุดต่อทัพทหารจำนวน 250,000 คนของ สุลต่าน Suleiman the Magnificent  จึงเป็นการเริ่มของยุคการแย่งชิงเบลกราดระหว่างชาวออตโตมันและราชอาณาจักรฮับบูร์กของออสเตรีย ซึ่งระหว่างการปกครองของออตโตมัน ชาวคริสต์ออร์โธดอกซ์ในเบลกราดถูกส่งตัวออกไปอยู่ในอิสตันบูลของตุรกีเพื่อทำให้เมืองดูมีความเป็นตะวันตกอย่างออตโตมันมากขึ้น ในช่วงนั้นเองใต้การปกครองของออตโตมัน เบลกราดมีฐานะเป็นถึงเมืองใหญ่อันดับที่สองของอาณาจักรออตโตมันด้วยจำนวนประชากร 100,000 คน
 
       ระหว่างช่วงปี 1688-1800 เบลกราดเป็นสมรภูมิที่ถูกแย่งชิ่งกันระหว่างอาณาจักรออตโตมันและฮับบูร์ก และทุกครั้งที่เมืองถูกทัพออตโตมันแย่งกลับไปได้ก็จะถูกเผาทำลายเสียหายหมดสิ้น ทำให้ในระยะนั้นเกิดการอพยพออกครั้งใหญ่ของชาวเซิร์บถึงสองครั้งเพื่อหลบหนีอิทธิพลของออตโตมันไปอยู่ในเขตของอาณาจักรฮับบูร์ก (ปัจจุบันคือประเทศสโลเวเนียและเขต Vojvodina ทางตอนเหนือของเซอร์เบีย)
 
 
       ที่สุดแล้วไม่กี่ปีหลังการเริ่มต้นของคริสตศตวรรษที่ 18 ชาวเซอร์เบียนได้มีการพยายามลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของออตโตมัน จนในที่สุดสามารถขับไล่อิทธิพลของออตโตมันและก่อตั้งรัฐอิสระของชาวเซอร์เบียขึ้นมาได้ในปี 1830 ต่อมาในปี 1841 เจ้าชาย Mihailo Obrenović ได้ย้ายเมืองหลวงของรัฐอิสระเซอร์เบียมาที่เบลกราดแทนที่เมือง Kragujevac ก่อนรัฐอิสระนั้นจะกลายเป็นราชอาณาจักรเซอร์เบียในปี 1882 และตั้งแต่นั้นเบลกราดก็เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งในฐานะเมืองสำคัญในคาบสมุทรบอลข่าน
 
 
อนุสาวรีย์ของเจ้าชาย Mihailo Obrenović ผู้ย้ายเมืองหลวงของรัฐอิสระเซอร์เบียมายังเบลกราด
(Credit: Wikipedia)
 
 
       ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อออสเตรีย-ฮังการีประกาศสงครามกับเซอร์เบียจากการที่องค์รัชทายาท Franz Ferdinand ของออสเตรียถูกลอบสังหารที่เมืองซาราเยโว(ในประเทศบอสเนียปัจจุบัน) เบลกราดก็ถูกเข้ายึดครองโดยทัพออสเตรีย-ฮังการีก่อนทัพชาวเซอร์เบียนจะกลับมาขับไล่เอาเบลกราดคืนได้เป็นระยะเวลาราว 10 เดือน ต่อมาก็ถูกกองกำลังร่วมของเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการียึดกลับไปอีกครั้ง จนกลับมาได้รับการปลดปล่อยจากกองกำลังร่วมของฝรั่งเศสและเซอร์เบียนในวันที่ 5 พฤศจิกา 1918 เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนราชอาณาจักรเซอร์เบียซึ่งได้รวมชาวเซิร์บ, โครแอทและสโลเวนเข้าไว้ด้วยกันแล้วจึงเปลี่ยนชื่อเป็น ราชอาณาจักรยูโกสลาเวียในปี 1929
 
 
       ในสงครามโลกครั้งที่สอง หลังเกิดการโค่นอำนาจในเบลกราดจากความไม่พอใจของกองทัพยูโกสลาเวียและประชาชนในการที่มกุฏราชกุมาร Paul I ลงนามในสนธิสัญญาเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เบลกราดถูกโจมตีีทิ้งระเบิดจากกองทัพอากาศของนาซีเยอรมันจนมีประชากรล้มตายไปราว 24,000 คน ซึ่งในขณะนั้นยูโกสลาเวียถูกกองกำลังร่วมของเยอรมัน, อิตาลี, ฮังการีและบัลกาเรียบุกเข้ายึดครองเข้ามาจนถึงฝั่ง Zemun ที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำซาวาในเกือบเขตใจกลางเมืองเบลกราด
 
       เพื่อเป็นการตอบโต้การพยายามลุกขึ้นต่อต้านของชาวยูโกสลาเีัวีย ทหารเยอรมันได้กระทำการฆ่าหมู่ประชาชนในเบลกราดหลายต่อหลายครั้ง จนมีกล่าวกันว่านายพลของเยอรมันคนหนึ่งได้ตั้งกฏว่า "ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้แล้วมีทหารเยอรมันเสียชีวิต จักต้องมีชาวเซิร์บหรือชาวยิวที่อยู่ในเบลกราดถูกฆ่าเป็นจำนวน 100 คนเพื่อชดเชย" ในท้ายที่สุดแล้ว เบลกราดก็ถูกปลดปล่อยจากการยึดครองของเยอรมันโดยกองทัพแดงของรัสเซียและกลุ่มปาร์ติซาน(กองกำลังปลดปล่อยชาติ)ยูโกสลาฟ จากนั้นผู้นำของกองกำลังปาร์ติซานคือนายพล Josip Broz Tito ก็ประกาศเปลี่ยนราชอาณาจักรยูโกสลาเวียเป็น สหพันธรัฐยูโกสลาเีวีย ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม
 
 
       เบลกราดและยูโกสลาเวียเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาพร้อมๆกันจนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองของยูโกสลาเวียในปี 1991 ที่มีสาเหตุมาจากความตึงเครียดทางเชื้อชาติตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970-1980และความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายอำนาจปกครองในกลุ่มรัฐต่างเชื้อชาติภายในยูโกสลาเวีย แม้่ว่าในช่วงแรกของสงคราม เบลกราดจะไม่ได้รับกระทบมากนักจากการสู้รบเพื่อแยกตัวออกไปของสโลเวเนียและโครเอเชีย แต่ก็มีบทบาทในฐานะเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการ JNA(กองทัพทหารของยูโกสลาเวีย) ที่สั่งการการสู้รบเพื่อไม่ให้โครเอเชียและสโลเวเนียแยกตัวออกไปเป็นประเทศใหม่ จนเมื่อถึงช่วงปี 1999 ซึ่งเป็นการสู้รบของยูโกสลาเวียส่วนที่เหลืออยู่กับโคโซโว เบลกราดถูกกองกำลังของนาโต้ทิ้งระเบิดเพื่อต่อรองบังคับให้ยุติการพยายามดึงโคโซโวไว้ในความครอบครองของยูโกสลาเวียด้วยกำลังทหาร
 
       ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากการลงประชามติของมอนเตเนโกรที่จะแยกออกจากการเป็นชาติเดียวกับเซอร์เบียในปี 2006 เบลกราดจึงเป็นเมืองหลวงของประเทศเซอร์เบียเดี่ยวๆซึ่งมีขนาดเพียงราว 1/4 ของอดีตประเทศยูโกสลาเวียและตอนนี้กลายเป็นประเทศแลนด์ล็อคไม่มีทางออกสู่ทะเลอาเดรียติกแล้ว
 
 
 
ป้อมปราการโบราณของเบลกราดสร้างสมัยศตวรรษที่ 14 อยู่ในบริเวณสวนสาธารณะใกล้จุดบรรจบกันของแม่น้ำดานูบและแม่น้ำซาวา
[[Credit:: http://www.amazingplacesonearth.com/belgrade-fortress-serbia/]]
 

 
Ada Bridge ข้ามแม่น้ำ Sava ปัจจุบันเป็น Landmark ที่มีความสูงมากที่สุดในเบลกราด
[[Credit:: http://belgrade.resabi.com/]
 
 
 
โบสถ์ St. Sava อยู่ในอันดับที่ 10 ของโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุดทั่วโลกและเป็นอันดับ 1 ในหมู่โบสถ์ของนิกายออร์โธดอกซ์ โดยรูปปั้นด้านหน้าคือรูปปั้นของ Karađorđe ('Black George' - Đorđe Petrović) ผู้นำการต่อต้านอำนาจของออตโตมันของชาวเซอร์เบียครั้งแรกในปี 1804-1813
[[Credit:: http://spotonlists.com/misc/facts/top-10-largest-churches-of-the-world/]]
 
 
 
ตึกของสถาบัน Serbian Academy of Sciences and Arts
[[Credit: http://www.pbase.com/image/30015819]]
 
 
 
ถนนคนเดิน Knez Mihailova Street ในใจกลางเขตชอปปิ้งของเบลกราด
[[Credit: http://www.giveliveexplore.com]]

 
นิสัย -
 
  •        -ปรกติ...ภายนอก(?)นั้นดูเป็นมิตรดีอยู่ เปิดรับชาวต่างชาติได้แทบทุกชาติ ....แต่ห้ามแตะเรื่องตอนยูโกฯแตกเด็ดขาด เพราะโหมดหมาบ้าอดีตเซิร์บหัวรุนแรงที่ถูกฝังอยู่ภายในจะหลุดออกมาทันทีแล้วแบบ...แรงมากไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น (เพราะว่าไปก็นับได้ว่าหมอนี่มีประวัติเป็นชนวนก่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ดีๆนี่เอง) ถึงจะเป็นแค่การต่อปากต่อคำไม่ค่อยลงมือลงไม้ก็เถอะครับ - -" 

****หัวข้อที่ไม่ควรพูดถึงไม่งั้นหมอนี่จะสติหลุด - ประเทศ(1ในอดีตยูโกฯ)ตอนนี้ดีกว่าตอนอยู่รวมเป็นยูโก / บทบาทส่วนร่วมของประเทศตัวคนพูดเองในการเป็นเอกราชของประเทศอดีตยูโก / บอกว่ายูโก/ติโต้ไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ / บอกว่าเมืองในประเทศที่เคยเป็นยูโกฯทั้งหลายนั้นตอนนี้เป็น-อดีตพี่น้อง- ไม่ใช่ -พี่น้อง-
 

  •        - เป็น Yugo-nostalgic (ศัพท์ทางจิตวิทยาของกลุ่มอาการของประชากรที่แถบยูโกฯเก่าที่มักนึกถึงโหยหาความทรงจำดีๆสมัยที่ยังเป็นยูโกสลาเวียอยู่)ขั้นรุนแรง จนบางทีเหมือนจะปฏิเสธความจริงว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้เป็นเมืองหลวงของยุโกสลาเวียอีกต่อไปแล้ว โดยจะแสดงออกด้วยการไล่ตามตื้อนับพี่น้องกับเหล่าเมืองที่เคยอยู่ในอดีตยูโกสลาเวียด้วยกันโดยไม่สนใจความรู้สึกอีกฝ่ายว่าจะเกลียดกลัวตัวเองที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายเซิร์บมากแค่ไหน  ไม่ได้หึงพี่น้องอดีตยูโกฯด้วยกัน แต่หวงมาก  คือใครจะจีบก็เชิญตามสบาย แต่อย่าได้พยายามจะจับแยกพี่น้องออกไปให้ห่างสายตาเด็ดขาด  แล้วถ้าจีบแต่จบไม่สวยแบบพี่น้องตัวเองเฮิร์ทนี่.... ระวังตัวให้ดีนะครับ  //หลุดหัวเราะไซโค
 

  •        - เห็นทำท่าไม่ค่อยสำนึก(?)แบบนี้ แต่จริงๆเจ้าตัวแบกความรู้สึกผิดไว้ตลอดที่ไม่สามารถรักษายูโกสลาเวียไว้ให้ยังอยู่รวมเป็นแผ่นดินเดียวกันได้ตามที่จอมพลติโต้มอบหมายไว้ผ่านมอตโต้ประจำชาติของยูโกสลาเวียคือ 'Brotherhood and Unity' เพราะความที่เป็นควบทั้งเมืองหลวงของยูโกสลาเวียพร้อมๆกับเมืองหลวงของรัฐเซอร์เบียด้วย ทำให้อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อคนเริ่มก่อเรื่องให้ยูโกฯแตกดันเป็นฝั่งเซิร์บซะเอง แต่ก็ใช่ว่าบรานิเห็นด้วยกับการที่เซิร์บตอนนั้นพยายามจะยึดอำนาจกดขี่คนอื่น เจ้าตัวก็คิดอยู่ละว่ามันเป็นอันตรายต่อคนชาติอื่นๆในยูโกฯแต่ก็ไม่สามารถจัดการขัดขวางอะไรแบบออกตัวแรงได้ เพราะในฐานะที่ตัวเองเป็นเมืองหลวงของเซอร์เบียด้วยถ้าขืนแสดงตัวให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับหน้าที่ในฐานะเมืองหลวงรวมของยูโกฯมากกว่า เจ้าตัวกลัวว่าจะยิ่งไปทำให้พี่น้องเซิร์บด้วยกันยิ่งเกลียดชังคนชาติอื่นๆมากขึ้นว่ามีความสำคัญกับบรานิมากกว่าเซิร์บด้วยกันเอง
 

  •        -เมื่อก่อนเคยหัวรุนแรงนะ แรงมากแค่ไหนก็การปลงประชนม์รัชทายาทฟรานซ์ เฟอร์ดินานที่ซาราเยโวนั้น คนชักใยคือเบลกราดนี่แหละ เพราะแนวอุดมการณ์ในเซอร์เบียตอนนั้นคือจะรวมดินแดนที่เป็นชาวสลาฟใต้ทั้งหมดมาอยู่เป็นหนึ่งเดียวกันโดยให้เบลกราดเป็นเมืองหลวง แต่พอมาเป็นยูโกสลาเวียในสมัยติโต้ก็ใจเย็นมีความอดทนสูงขึ้นเยอะเพราะติโต้เองก็ไม่ใช่ชาวเซิร์บแต่เป็นคนโครแอท
 

  •        -ตอนนี้พอทำใจ(?)รับสภาพได้บ้างแล้วที่สุดท้ายก็มีเหลืออยู่ด้วยกันแค่เซิร์บเท่านั้น แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหมอนี่จะเข้าข้างเซิร์บตะพึดตะพือเสมอไป ...ปัจจุบันนี้ทะเลาะกับพ่อ(เซอร์เบีย)ไม่เว้นวันจนห่างเหินเมินชาใส่กันชนิดที่ถ้าใครถามถึง บรานิจะบอกว่าพ่อเป็น "ลุง" แทนเพื่อเพิ่มระยะห่างไม่อยากสนิทด้วย  **ข้อสำคัญ บรานิเกลียดสโลบอดัน มิโลเซวิช[Slobodan Milosevic] ที่เป็นนักการเมืองเซิร์บหัวชาตินิยมรุนแรงที่มาปลุกปั่นให้คนเซิร์บลุกขึ้นกดขี่เอาเปรียบคนชาติอื่นๆในยูโกฯจนยูโกฯแตมากๆ อาจจะเกลียดรายนั้นไม่น้อยไปกว่าคนที่โดนนโยบาย Greater Serbia ของมิโลเซวิชทำร้ายอย่างคนโครแอท หรือ บอสเนียเลย  เรียกว่าถ้าไปด่ามิโลเซวิชให้บรานิฟัง นอกจากเจ้าตัวจะไม่ปกป้องแล้วยังร่วมด้วยช่วยด่ามิโลเซวิชแบบเลือดขึ้นหน้าไปด้วยกันเพราะบรานิถือว่ามิโลเซวิชเป็นคนทรยศที่ทำลายยูโกสลาเวียเพราะอยากเป็นวีรบุรุษของเซิร์บยิ่งใหญ่เพียงคนเดียว  และเหตุผลนึงที่ทะเลาะกับพ่อ(เซอร์เบีย)วอดวายก็เพราะพ่อเป็นคนสนับสนุนมิโลเซวิชในตอนนั้น
 

  •        -แอบกรุ้มกริ่มเจ้าชู้จีบหญิงเก่งเบาๆเพราะเคยถูกปกครองโดยโรมันมาช่วงนึง ปรับตัว(จริงๆคือตลบแตลงเอาตัวรอดเก่งแต่ใช้คำว่า"ปรับตัว"มันสุภาพ(?)กว่า)ได้ค่อนข้างเก่งจากประวัติที่เคยถูกปกครองโดยหลายชนชาติมาก ชอบของสวยๆงามๆทั้งแบบมีชีวิตและไม่มีชีวิต(?) ชอบดูสถาปัตยกรรมสวยๆแล้วจดรายละเอียดเผื่อจะเอาไปเป็นแรงบันดาลใจสร้างที่เมืองตัวเองบ้าง เพราะก็ยังต้องสร้างต้องซ่อมสิ่งก่อสร้างในเมืองกันอยู่หลังจากโดนนาโต้ทิ้งระเบิดใส่เมื่อไม่ถึง 15 ปีที่ผ่านมา
 

  •        -เรื่องที่คนอื่นมักไม่รู้คือหมอนี่วาดรูปได้ดีพอตัวเลย แต่ไม่ค่อยโชว์สกิลนี้เท่าไหร่..... (พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของเซอร์เบียในเบลกราดที่ปรับปรุงไม่เสร็จซะทีนั่น เต็มไปด้วยงานศิลป์จากทุกประเทศเด่นๆในยุโรป มีกระทั่งของปิกัสโซ่, Renoir, Monet, Van Gogh นอกจากนั้นปัจจุบันนี้เบลกราดยังมี Street art ผุดขึ้นมามากมายรอบๆเมือง -ตัวอย่าง-)
 
 
  •        -ชอบเล่นกีฬาพอสมควร เล่นได้ตั้งแต่วอลเลย์บอล(ชอบเล่นมากที่สุด), เทนนิส(เบลกราดเป็นบ้านเกิดของ Novak Djokovic), บาสเกตบอล(เบลกราดมีสโมสรกีฬาสองทีมที่เป็นคู่ปรับกันตลอดกาลคือ Partizan Beograd กับ Crvena Zvezda Beograd[Red Star Beograd] ทีมีทั้งทีมบาส, วอลเลย์, ฟุตบอลและกีฬาอย่างอื่น), ฟุตบอล, โปโลน้ำ
 
 
อื่นๆ - 
 
  • -สรุปบุคลิกโดยพื้นฐาน
       เป็นคนที่ผ่านการต่อสู้มาตลอดชีวิต ทั้งตอนเด็กๆที่เป็นลูกบอล(?)ในเกมลิงชิงบอลของกลุ่มต่างๆที่มาต่อสู้แย่งชิงเบลกราดกัน แต่ช่วงนั้นเจ้าตัวไม่ค่อยได้รับอิทธิพลของกลุ่มคนที่เข้ามาปกครองมากเท่าไหร่เพราะชีวิตจะเป็นเด็กน้อยไม่ค่อยประสีประสาแนวมีคนเก็บมาเลี้ยง(สู้ชนะแย่งมาได้) แล้วก็ถูกทิ้งให้คนอื่นเก็บเลี้ยงต่อ(ถูกคนกลุ่มอื่นแย่งเมืองไปอีก)แบบนั้น ถ้าใครได้เก็บไปเลี้ยงหลายๆหนรวมเป็นระยะเวลานานๆหน่อยอาจจะพอได้อิทธิพลมาบ้าง (เช่นโรมันไบเซนไทน์)
 
       พอโตๆขึ้นมาก็เริ่มจะรู้จักปฏิเสธคนที่พยายามเข้ามาครอบงำอย่างสิ้นเชิง (ถึงได้ไม่ค่อยชอบออสเตรียกับตุรกี) แล้วยึดมั่นกับความเป็นชาวสลาฟเพราะเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ในเมืองเป็นระยะต่อเนื่องยาวนานที่สุด แล้วแอบคลั่งรัสเซีย(ตัวแทนโซเีวียต)เพราะจากที่เคยมาช่วยตอนสงครามและเป็นแม่แบบการปกครองแบบสังคมนิยมสมัยเป็นยูโกสลาเวีย
 
       ปัจจุบันพยายามจะทำตัวสงบเสงี่ยม(?)ให้มากขึ้นเพราะตั้งแต่ยูโกฯแตกและเหลือเป็นเซอร์เบียตัวคนเดียวเดี่ยวๆกำลังทหารก็ลดจำนวนลงไปมากด้วยความที่ทั้งไม่ค่อยมีงบประมาณและคนรุ่นใหม่ๆไม่ค่อยอยากเข้าเป็นทหารกัน แต่ถ้าคิดจะหาเรื่องก็ระวังๆตัวไว้นะครับ เพราะถึก ทนมือทนไม้ระดับMax(ในวิกิกล่าวว่า เบลกราด เป็นเมืองที่ฟื้นตัวกลับขึ้นมาจากการถูกทำลายในสงครามได้ถึง 38 ครั้ง) แถมยังมือหนักผลพวงจากที่รบมาตลอด + เล่นวอลเลย์อีกต่างหาก เรียกว่าถ้าซัดกันมือเปล่านี่ไม่แพ้ง่ายๆแน่
 
 
 
  • ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ

ทุกเมืองทุกประเทศที่เคยเป็นยูโกสลาเวียนอกจากเซอร์เบีย -
       โอ เซนต์ ซาว่า~ .....พี่น้องที่รักของผม °˖✧◝(⁰▿⁰)◜✧˖° กลับบ้านกัน!!! //หะ
 

เยอรมัน -
       ....ก็คุยดีๆด้วยได้แต่ ก รุ ณ า  ห้ามพูดถึงเรื่องสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็ดขาด เพราะนาซีนอกจากมาถล่มแล้วยึดเบลกราดแล้ว ยังให้ท้าย(?)โครเอเชียกับบอสเนียให้แยกตัวออกไปเป็นหุ่นเชิดให้นาซีแล้วตั้งแคมป์ทำการสังหารคนเซิร์บไปเป็นจำนวนราวๆกว่า 300,000 คน (ยังไม่นับรวมชาวยิวและยิปซีที่ยังไม่ทราบจำนวนแน่นอนว่าถูกสังหารในค่ายที่ตั้งโดยนาซีในเขตดินแดนอยู่ยูโกฯตอนนั้นเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งในเบลกราดเองก็มีค่ายกักกันแบบนี้อยู่ 2-3 ค่าย) ซึ่งบรานิจะเคืองมากที่เป็นคนมา"บังคับให้พี่น้องของตัวเองต้องทำสิ่งเลวร้ายแทนนาซีเองและสร้างความแตกแยกในยูโกฯให้มีมากขึ้น" (สาเหตุนึงที่คนเซิร์บในช่วงยูโกฯแตกอยากมีอำนาจเหนือคนอื่นๆโดยเฉพาะโครแอท ก็เป็นไปได้ว่าเพราะเรื่องนี้ทำให้คนเซิร์บระแวงอยู่เสมอว่าถ้าคนโครแอทมีอำนาจมากกว่าเมื่อใด อาจซ้ำรอยก็ได้)
 

ฝรั่งเศส -
       ...ค่อนข้างจะรู้สึกดีๆด้วย ในฐานะที่มาช่วยตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 จนชนะออสเตรีย-ฮังการีได้  ...แต่ได้โปรดเถอะ อย่าพูดถึงเรื่องตอนยูโกฯแตกกับเรื่องโคโซโวเลย ไม่งั้นผมคงต้องหุบยิ้มแล้วทะมึนใส่พวกคุณแทนจริงๆนะ
 

รัสเซีย -
       รักและบูชา(?)มาก เห็นที่พี่ใหญ่(?)ที่พึ่งในยามยากเสมอๆ ปัจจุบันนี้พี่(?)รัสเซียว่าไง น้อง(?)เบลกราดว่างั้น ยกเว้นถ้าเป็นเรื่องที่กระทบความมั่นคงของตัวเองจริงๆอาจจะมีดื้อ (เช่นครั้งที่ติโต้กับสตาลินแตกคอกันจนโซเวียตตัดสัมพันธ์กับยูโกสลาเวียอยู่ช่วงนึง ตอนนั้นบรานิก็คงได้แต่ตามติโต้ออกมาดีๆเพราะเห็นติโต้สำคัญกว่าแต่ก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไรรัสเซียเป็นพิเศษเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคลมากกว่า ไม่เกี่ยวกับประเทศ และหลังจากสตาลินพ้นอำนาจไปก็กลับมามีความสัมพันธ์กันต่อ)
 

บัลกาเรีย -
       ....ทีเล่นทีจริง(?) ไม่ค่อยคิดเคืองอะไรๆเมื่อก่อนที่เคยมีปัญหากันมาหลายๆครั้งแล้วเพราะถือว่าเป็นอดีต-จบ-ไปแล้วแบบสมบูรณ์เมื่อตอนจบสงครามบัลข่านครั้งที่ 2 (ซึ่งแน่นอน...ถ้าไม่ใช่ว่ามันเป็นฝ่ายชนะ คงไม่มียอมปล่อยวางง่ายๆแบบนี้) อีกอย่าง ครั้งนึงบัลกาเรียเกือบได้กลายเป็นบ้านยูโกฯด้วยกันหรืออาจจะเปลี่ยนสาธารณรัฐบัลข่านหนึ่งเดียวกันแล้ว....ถ้าไม่ใช่เพราะสตาลินทำตัวเป็นมารความรัก(?)ขวางจนล่ม
 

กรีซ -
       ....ความจริงก็น่าจะสนิทกันอยู่โข แต่ตอนนี้บรานิจะรักษาระยะห่างทำไม่รู้จักสนิทสนมกันมากเพราะกลัวโดนยืมตัง (//ก๊ากกกกกกก) (ตูเองก็แกลบจนต้องกู้ไอเอ็มเอฟอยู่เนี่ย สหายเอ๊ย อย่ามายืมตูเลย)
 

อเมริกา -
       ......ถ้าไม่เปิดประเด็นเรื่องสงครามตอนยูโกฯแตกก็พอจะคุยกันได้อยู่ แต่ถ้าพูดเรื่องนี้มาเมื่อไหร่.......พัง (บรานิเชื่อว่าที่ตัวเองสั่งให้ทหารไปเอาบอสเนียกลับมาตอนบอสเนียจะแยกประเทศนั้น ถ้าอเมริกาและนานาชาติไม่เข้ามายุ่งอาจจะจบได้เร็วกว่าที่เป็นเพราะบอสเนียคงสู้ไม่ไหวอยู่แล้ว แต่แน่นอน ตอนนั้นมันสั่งแค่ให้ไปจัดการพวกแบ่งแยกแล้วเอากลับมา มันไม่ได้คิดหรอกว่าพวกนั้นจะบิดเบือนที่ตัวเองสั่งไปฆ่าล้างพันธุ์คนบอสเนียแทน ซึ่งพอบรานิรุ้ก็รับไม่ได้เหมือนกันนะ แล้วก็...อีกเคสนึงที่ทำให้เขม่นอเมริกาคือตอนมาทิ้งบอมบ์ใส่เมืองเซอร์เบียเพื่อบังคับให้ถอนทหารออกจากโคโซโวปี1999  ลำพังตัวบรานิตอนนั้นจริงๆไม่แคร์หรอกที่ตัวเองโดน เต็มใจโดนด้วยซ้ำเพราะถ้ามันให้สโลบอดันหลุดออกจากอำนาจได้มันก็ว่าคุ้ม แต่ไม่ค่อยชอบที่บอมบ์ไม่ได้แม่นเล้ยจนประชาชนตาดำๆโดนผลกระทบกันทั้งๆที่ไหนบอกว่าจะบอมบ์ใส่เฉพาะพวกจุดยุทธศาสตร์ทางทหารไง? //บอมบ์มั่วไปโดนกระทั่งสถานทูตจีน)
 

ออสเตรีย -
       ...ไม่ค่อยถูกโรคด้วย เพราะเป็นกันชน(?)ให้หลายหนตอนที่ออสเตรีย-ฮังการีรบกับออตโตมันจนตัวเองเป็นคนเจ็บแทนอยู่ตรงกลางก็บ่อย โดยเฉพาะประเด็นที่ทำให้ไม่ชอบมากที่สุดก็เพราะออสเตรียยึดเซมุนไว้[Zemun - เป็นเมืองเล็กอีกเมืองนึงที่เคยอยู่ห่างเบลกราดไปประมาณ 3-4 กิโลทางด้านเหนือริมน้ำดานูบซึ่งโตด้วยกันมาตลอดแต่อยู่แค่ห่างอีกฝั่งแม่น้ำซาว่าไปนิดเดียวและตอนนี้กลายเป็นเขตนึงของเบลกราดไปแล้ว) จนสำหรับบรานิเอง เหตุผลนึงที่ตัดสินใจ"หาเรื่อง"ออสเตรียด้วยการบงการเหตุลอบปลงพระชนม์รัชทายาทฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ ก็เพราะจะเอาเซมุนกลับมาอยู่ด้วยกัน  ปัจจุบันนี้จะรักษาระยะห่างไม่ไปยุ่งด้วย แต่ถ้าฝั่งนั้นมาคุยด้วยดีๆก็สามารถคุยด้วยแบบอารยชนกลับได้ แต่ถ้ามาหาเรื่องก็โดนกัดเลือดสาดเหมือนเดิม จะมีเีวียนนาที่จะมีความเกรงใจ(?)มากเป็นพิเศษทั้งเพราะเป็นผู้หญิงและเป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน
 

ตุรกี -
        .......ที่สุดของที่สุดแห่งความไม่ชอบ เพราะออตโตมันเข้ามาบุกเบลกราดหลายครั้งมาก ตั้งแต่หนแรกจนกระทั่งอีก 70 ปีให้หลังที่แพ้ตกเป็นของออตโตมันจนได้ ซึ่งพอออตโตมันเข้ามาแล้ว ก็มาทำลายโบสถ์คริสต์ในเมืองหมดทุกครั้งแล้วสร้างมัสยิดขึ้นมาแทน รวมทั้งเนรเทศชาวคริสต์ของเบลกราดออกไปอยู่ในเขตตุรกีแทน (ซึ่งที่ตรงนี้ตอนนี้รู้จักกันในชื่อ Belgrade Forest ใกล้ๆอิสตันบูล)
       โดยที่หนักที่สุดจนบรานิผูกใจเจ็บคือเมื่อปี 1598 ออตโตมันได้ทำการปราบกบฏคนเซิร์บที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านแล้วได้ใช้รูปของเซนต์ ซาว่า ซึ่งเป็นนักบุญประจำชาติของคนเซิร์บเป็นธงชัย  พอฝั่งออตโตมันชนะ จึงได้มีการสั่งให้เผาทำลายพระธาตุของเซนต์ ซาว่าให้สูญสิ้นเพื่อเป็นการทำลายขวัญของคนเซิร์บ...และสถานที่ๆทำการเผาทำลายพระธาตุของเซนต์ ซาว่า ก็คือในเบลกราดนี่เอง
 

เฮก(พิเศษ) -
       เนื่องจากเฮกเป็นที่ตั้งของศาลโลกและที่นั่นก็มีแผนกของศาลโลกซึ่งเอาไว้ตัดสินคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามยูโกแตกโดยเฉพาะคือ ICTY [International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia] ส่วนมากบรานิจะไม่ค่อยยุ่งหรือมีปัญหาอะไรกับการทำงานของศาลโลกเป็นพิเศษ (เพราะเกลียดสโลบอดันอยู่แล้วแทบจะยกให้ศาลโลกตัดสินตามสบายว่าจะเอาไปฆ่าแกงยังไงก็ได้ ไม่คิดช่วยด้วยประการทั้งปวง) แต่บางกรณีอาจจะมีข้องใจบ้างโดยเฉพาะเวลาเป็นคดีของอาชญากรสงครามที่เป็นคนโครแอทหรือชาติอื่นที่ไม่ใช่เซิร์บ เพราะพวกนั้นมักได้รับยกย่องในประเทศของตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษสงครามและไม่ถือว่าเป็นอาชญากรสงครามแม้ว่าจะได้ทำการฆ่าคนเซิร์บซึ่งเป็นพลเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนเซิร์บกลุ่มที่ไปทำร้ายคนเชื้อชาติอื่นแต่ถูกฆ่าเพียงเพราะเป็นเชื้อสายเซิร์บ บางครั้งแบบคิดว่าคณะลุกขุนจะมีอคติเพราะเห็นว่าเซิร์บทำผิดเยอะที่สุด เลยจะโปะความผิดทุกอย่างให้ฝั่งเซิร์บหมดฝั่งเดียวแล้วทำเมินๆความผิดที่ฝั่งอื่นกระทำรึเปล่า

 
 
 
  • -เรื่องชื่อ
       Branimir เป็นชื่อที่เกิดการผสมกันของคำในภาษาสลาวิก Bron (การปกป้อง) + Mer (ยิ่งใหญ่/มีชื่อเสียง) หรืออาจะเป็น Mir (ความสงบ)  แปลได้ทั้ง "ผู้ปกป้องที่ยิ่งใหญ่" หรือ "ผู้ปกป้องความสงบสุข"
 
       ส่วน Bojanović เป็นนามสกุลแบบสลาวิก/เซอร์เบียน ที่ใช้ชื่อพ่อ / แม่ / อาชีพ / หรือคุณลักษณะเกี่ยวกับตัวเจ้าของนามสกุลมาเป็นตัวตั้งแล้วเติม -ić เป็นคุณลักษณะของ patronymic (เป็นลูก/ทายาทของ...)  นามสกุลของบรานิมีร์ ไม่ได้เป็นชื่อของพ่อแม่ แต่มาจากชื่อภาษาเซอร์เบียน Bojan ซึ่งเป็นชื่อผู้ชายมีรากมาจากคำในภาษาเซอร์เีบียนคือ Boj ซึ่งแปลว่า "ต่อสู้"
 
 
 
---+---+---+---+---+---+---+---
 
รูป 93 x 108

 
 
Twitter:: EWAW_Beograd
 
 
 
 
ที่มาข้อมูล
http://en.wikipedia.org/wiki/Belgrade (ข้อมูลประัวัติความเป็นมาของเบลกราด)
http://en.wikipedia.org/wiki/Timeline_of_Belgrade_history (สรุปย่อไทม์ไลน์ของเบลกราด)
http://en.wikipedia.org/wiki/Timeline_of_Yugoslav_breakup (สรุปย่อไทม์ไลน์ของการล่มสลายของยูโกสลาเวีย)
http://www.behindthename.com/name/branimir (ที่มาและความหมายของชื่อ)
http://www.behindthename.com/name/bojan (ชื่อที่เอามาเป็นรากของนามสกุล)
http://en.wikipedia.org/wiki/Serbian_name (เรื่องกฏการตั้งนามสกุลของภาษาเซอร์เบียน)
 
 
 
 
       รู้สึกข้อมูลยังไม่ค่อยสมบูรณ์ดีเลยครับ TT v TT;; โดยเฉพาะช่วงยูโกฯแตกนี่เล่นลำบากมากเพราะเซอร์เบียมีบทบาทเยอะสุดแต่แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเบลกราดช่วงนั้นเลย ไม่มีรบเข้ามาถึงที่เบลกราดในขณะที่ส่วนอื่นตีกันทั้งบ้านทั้งเมือง
 
       แล้วก็...ถึงปรกติแล้วเซอร์เบียจะถูกนานาชาติยัดให้เป็นผู้ร้ายแทบ 100% ของสงครามตอนยูโกฯแตก แต่พอลองไปไล่ดูข้อมูลจริงๆแล้ว ไม่ใช่่ว่ามีแค่กองกำลังของเซิร์บฝั่งเดียวที่ไปสังหารหมู่คนโครแอทกับมุสลิมบอคเนียค ฝั่งโครแอทเองก็มีฆ่าหมู่คนเซิร์บและบอสเนียคเหมือนกัน เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าจะให้บรานิมีร์โหดได้ถึงขั้นไหนดี เพราะบางเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับเบลกราดแม้่ว่าจะเป็นการกระทำของฝั่งเซิร์บ (อย่างการสังหารหมู่พยายามล้างกลุ่มชนมุสลิมบอสเนียคที่ Srebenica ถึงจะเป็นฝีมือชาวเซิร์บแต่ก็เป็นกองกำลังท้องถิ่น ไม่ใช่กองกำลังของ  JNA ที่มีกองบัญชาการในเบลกราด)
 
 
....สุดท้ายของเอนทรี่นี้.....
 
 
 
//ผปค.ฟินตายอย่างอนาถๆ
 
 
 
เยดดดดดด ท่านลงคอมมูนี้ด้วย//ฟัดๆๆ  เก๊าก็ลงนะ แต่ลงเลท (ไปงานศพมา กหฟกหฟกหกหฟ)  ลงละจะมาเม้นทางการอีกที 5555

#5 By meleto39 on 2013-05-18 19:41

ข้อมูลแน่นมาก!!! //แต่ก็อ่านจนจบ ฮือออ
ขอบคุณที่เรียบเรียงมาให้อ่านนะคะ อ่านง่ายมากจริงจัง
ซาราเยโว : หึ! ฉันไม่มีวันเดินถอยหลังแน่!

#4 By Katja K. on 2013-04-16 01:07

...สมกับเป็นติ่งสลาฟค่ะ.../ยกนิ้ว
ข้อมูลเยอะ+แน่นดีจัง มาอ่านและกำลังพยายามทำความรู้จักอยู่นะคะ555
192 สูงง่ะ สูงมากกกกกกก แอบขำที่บอกมีรัสเซียเป็นไอดอลค่ะ555
อ่า..คนนึงฮอกกี้ อีกคนวอลเลย์ ยินดีที่ได้รู้จักทั้งคู่นะคะ
ปล.เริ่มอยากให้อ.ฮิมะวาดแถบนี้บ้างขึ้นมา
ปล.2 เราผปค.ของโซเฟียเองค่ะ แหะๆ

#3 By haha55 on 2013-04-14 12:33








สาดสงกรานต์ ก่อน
หนุ่มคนนี้ สูงชรูดดีเจรงๆ ชอบข้อมูล ภาพปลากรอบ
ว่าแต่ คนไหนเมะ คนไหนเคะ // เผ่น

#2 By p.cobra on 2013-04-14 01:27

ข้อมูลแน่นมากค่ะ ;-; แปะโป้งไว้ก่อน เดี๋ยวมาอ่านนะค่ะ

#1 By IAmSecret on 2013-04-13 19:34