[EWAW] My Place IV:: Yaroslavl, do svidaniya

posted on 21 Jun 2013 18:58 by saixmedrik in EWAW
 
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนนึงของคอมมู
 
คำเตือนสักเล็กน้อยจากที่บล็อกคอมมู...
 
"จุดมุ่งหมายของคอมมูนิตี้นี้คือการได้รับความสนุกสนานและแฝงด้วยความรู้จากข้อมูลของแต่ละเมืองรวมถึงประเทศตามลักษณะ ของ Himaruya Hidekaz ผู้สร้าง Axis Powers Hetalia ซึ่งทางเราไม่ได้ต้องการให้เกิดดราม่าหรือสิ่งอื่นใด
 
หากท่านไม่ชมชอบคอมมูนิตี้นี้ โปรดวางตัวเฉยแล้วกด x ออกจากหน้าบล็อกเลยนะคะ"
 
 
 
       **เอนทรี่นี้แต่งขึ้นโดยใช้คาร์แรคเตอร์สมมติเป็นตัวดำเนินเรื่อง**
 
 
 
 
 
 
 
รหัสนักเรียน : 131015
ชื่อเขต/ชื่อประเทศ : Yaroslavl Oblast / Russia
ชื่อมนุษย์ : Valentin Yaroslavovich Medveditsin
 
 
 
       ----- วันที่ 3 -----
 
 
 
       เช้ามาของวันสุดท้ายในเขตปกครองยารัสลาฟ คุณเอกับผมลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมกันตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้าดี เพราะมีนัดไว้กับคนขับรถที่ขอยืมตัวมาจากนายกเทศมนตรีของเมืองจะัขับรถพาไปเที่ยวที่อูกลิช (Uglich) และ รอสตอฟ (Rostov)ตามลำดับก่อนจะขึ้นรถไฟจากรอสตอฟกลับมอสโควเพื่อจับเครื่องบินกลับไปที่เกาะ W
 
 
       "งั้นวันนี้....." คุณเอขึ้นต้นบทสนทนาระหว่างทานมื้อเช้ากันอยู่  "...ผมจะได้เจอรัสเซียคนอื่นมาช่วยเป็นไกด์แบบเมื่อวานอีกใช่ไหม?"
 
       ผมผงกหัวน้อยๆ 
 
       "แปลกนะ....ผมได้ยินว่าคุณเป็นเขตปกครอง ...ซึ่งก็น่าจะเหมือนรัฐๆนึงของอเมริกาใช่ไหมล่ะ? แต่กลายเป็นว่าคนที่เป็นจิตวิญญานของแถบๆนี้ไม่ได้มีแค่วาเลนตินคนเดียวหรอกเหรอ?"
 
 
 
       ผมเกาขมับแบบอดคิดไม่ได้ว่าคงต้องอธิบายกันยาวอีกแล้ว....
 
 
 
       "คือ...เรื่องกำหนดการขอบเขตปกครองของที่นี่มันค่อนข้างจะยุ่งยากอยู่น่ะครับ เพราะเขตปกครองที่เห็นๆกันอยู่ตอนนี้ มันเพิ่งตั้งใหม่ๆอย่างมากก็เกินร้อยปีไปไม่เท่าไหร่ทั้งนั้น อย่างยารัสลาฟนี่เพิ่งได้เป็นเขตปกครองแบบทุกวันนี้ก็เมื่อปี 1936 เองครับ....เรียกว่าเกิดทีหลังฟุตบอลโลกด้วยซ้ำ"
 
       คุณเอทำตาโตแบบตะลึงกับข้อมูลนั้นสุดๆ
 
       "แต่ก็....ตามที่ทราบไปน่ะครับ อายุเขตยังไม่ถึง 100 ปี แต่อายุของผมในฐานะเมืองน่ะ ตอนนี้ก็จะ 1003 ปีเข้าไปแล้ว" ผมยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มคั่นจังหวะการเล่า "....ผมคิดไม่ออกจริงว่าถ้าต้องลดอายุตัวเองไปให้เท่ากับอายุเขต ตอนนี้ผมจะอายุสักเท่าไหร่กันดี? บางทีอาจจะไม่ถึงวัยไปเข้าโรงเรียนได้เสียด้วยซ้ำ ...ในขณะที่รัฐของอเมริกา...บางทีเค้าตั้งรัฐก่อนแล้วค่อยตั้งเมืองเอกของรัฐ...แบบนั้นรึเปล่าละครับ?"
 
 
       "คือถึงตอนนี้ผมจะเป็น "ตัวแทนจิตวิญญานของเขต" ไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าประวัติศาสตร์ 900 กว่าปีก่อนหน้านั้นของผมจู่ๆจะหายไปเหมือนกับความจำเสื่อม .....และเช่นกัน ก็ย่อมไม่ได้หมายความว่าคนที่เขาอยู่ร่วมสมัยมากับผมในตอนนั้นหรือแม้กระทั่งอยู่มาก่อนผมด้วย จะ"หายไป"เฉยๆเมื่อเมืองของเขาถูกร่วมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเขตปกครองเดียวกับผมครับ"
 
 
 
       พวกเราออกจากโรงแรมหลังอาหารเช้าโดยหอบหิ้วกระเป๋าสัมภาระมาใส่ท้ายรถที่จะขับพาพวกเราไปเที่ยวสองเมืองสุดท้ายของยารัสลาฟ ซึ่งตามหมายกำหนดคาดว่าพวกเราน่าจะไปถึง Uglich ที่อยู่ห่างออกไปร้อยกว่ากิโลราวๆแปดโมงครึ่ง เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถและเริ่มขับออกจากตัวเมืองยารัสลาวัลกันแล้ว ผมก็เอาแผ่นที่ให้เปิดให้คุณเอดู
 
 
 
       อูกลิช (อูก-ลิช) ตั้งอยู่ทางทิศตะัวันตกของยารัสลาวัลครับ แต่หากเป็นการเดินทางตามลำแม่น้ำโวลก้า จะถือว่าอยู่ส่วนต้นน้ำ"เหนือ"ยารัสลาวัลขึ้นไป  เนื่องจากการจะเดินทางจากยารัสลาวัลไปอูกลิชทางเรือนั่นต้องไปในระยะทางค่อนข้างไกลคือต้องขึ้นเหนือไปถึงรีบินสก์แล้วอ้อมกลับลงมา ทั้งยังเป็นการแล่นเรือทวนน้ำด้วยจะทำให้เสียเวลามาก
 
       "....ที่จริงผมพลาดไปอย่างครับ...คือถ้าหากเราจะมาที่เขตยารัสลาฟโดยไปหยุดที่อูกลิชเป็นที่แรก เราสามารถขึ้นเรือจากมอสโควตรงมาที่อูกลิชได้เลยผ่าคลอง Moscow-Volga ที่ขุดเสร็จราวๆปี 1937.....แต่ก็นั่นละครับ แม้ว่านั่นจะเป็นทางเลือกการเดินทางไปยังอูกลิชที่สะดวกที่สุดของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ แต่กับพวกเราที่เวลารัดตัว การล่องเรือจากมอสโควไปขึ้นท่าที่อูกลิชจะเป็นการใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าที่ควร กับอีกอย่าง...การแนะนำคุณให้รู้จักกับยารัสลาวัลก่อน จะทำให้คุณเข้าใจเรื่องราวต่างๆของเมืองรอบนอกที่ผมพาเที่ยวได้ง่ายขึ้น"
 
 
       "เพราะฉะนั้น.....เราจึงจะนั่งรถกันไปที่อูกลิชก่อน....แล้วเที่ยงๆบ่ายๆค่อยนั่งรถไปที่รอสตอฟอีกที...แบบนี้"
 
 
       ซึ่งกว่าจะถึงอูกลิชก็ต้องใช้เวลากว่าชั่วโมง ผมจึงใช้เวลานั้นเล่าถึงประวัติของอูกลิชให้คุรเอฟังไปพลางๆก่อน
 
 
       "อูกลิช(Углич) เป็นเมืองเก่าแก่ที่อยู่มานานกว่ายารัสลาวัลอีกครับ  ตามหลักฐานการบันทึกประวัติในท้องถิ่นกล่า่วว่าก่อตั้งเมื่อปีค.ศ 937 ชื่อของเมืองนั้น น่าจะมาจาก угол(ugol) ในภาษารัสเซียที่แปลว่า "มุม หรือ จุดหัก" ซึ่งอ้างอิงถึงที่ตั้งของเมืองซึ่งอยู่แนวที่แม่น้ำโวลก้าเปลี่ยนทิศพอดี

 
(วิวของเมืองอูกลิชจากมุมสูง เห็นทั้งฝั่งเมือง แม่น้ำโวลก้าแล้วเขือนกักน้ำ Uglich Reservoir)
 
 
        ในตอนนี้ที่นี่มีประชากรประมาณสามหมื่นกว่าคนครับ ดูเผินๆก็เหมือนเมืองเล็กไม่มีอะไรแต่ที่นี้นั้นตั้งแต่มีการเปิดคลอง Moscow-Volga ก็กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งในรัสเซียด้วยกันและต่างชาตินิยมมาหยุดเรือแวะชมเมืองกันระหว่างการล่องเรือเส้นทางจากมอสโควไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยเฉพาะให้ช่วงฤดูร้อนนั้น บางครั้งจำนวนนักท่องเที่ยวในเมืองรวมๆกันแล้วมีมากกว่าประชากรของเมืองเสียอีก
 
 
       "...เช่นกันกับที่รีบินสก์ครับ ที่อูกลิชนี้ก็มีการสร้างเขื่อนคั่นลำน้ำโวลก้าไว้ด้วย ซึ่งส่วนของเมืองที่ถูกน้ำท่วมไปจะอยู่ทางทิศใต้ของอูกลิชในปัจจุบัน ความยาวของเขื่อนจะเป็นระยะทางราวๆ 140 กิโลเมตรโดยเมืองที่ถูกน้ำท่วมหนักสุดคล้ายๆกัับโมโลก้าคือเมือง Kalyazin ใน เขต Tver ที่อยู่ถัดไปทางตะวันตกครับ  แต่ทว่าปัจจุบันนี้ที่คาลยาซินก็ยังมีคนอาศัยอยู่นะครับ เพราะส่วนที่ถูกท่วมไปหมดคือเขตเมืองเก่าแต่ก็ยังมีส่วนอื่นที่พอจะอยู่อาศัยได้"
 
       "นอกจากตัวเขื่อนแล้ว สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวของอูกลิชก็แนวๆเดียวกับบ้านผมที่เป็นเมืองอายุหลักพันปีเหมือนกัน คือสถาปัตยกรรมของโบสถ์เก่า พิพิธภัณฑ์ และก็ ประวัติศาสตร์ครับ"
 
 
       "ซึ่ง...ประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของอูกลิชอันมีผลไปถึงรัสเซียทั้งประัเทศด้วย...สืบเนื่องมาจากนี่ครับ"
 
[[credit:: wikipedia]]
 
 
       ตราประจำเมืองของอูกลิช เด็กผู้ชายที่เห็นนั้นคือ Tsarevich(องค์รัชทายาท) Dmitry ซึ่งเป็นโอรสองค์สุดท้ายของ Ivan IV  ส่วนมีดในมือนั่นสื่อถึงต้นเหตุโศกนาฏกรรมที่นำมาซึ่งความวุ่นวายของรัสเีซียในปีต่อๆมาเรียกกันว่า Times of troubles ซึ่งเป็นช่วงที่รัสเซียไร้กษัตริย์ปกครองและถูกแทรกแซงอย่างมากจากอิทธิพลของชาติอื่นๆโดยเฉพาะโปแลนด์กับลิทัวเนีย
 
       "...เรื่องในประวัติศาสตร์ที่ผมจะเล่าให้คุณฟังต่อไปนี้....พอเราไปถึงที่นั่นกันแล้ว ...ขอความกรุณาอย่าพูดให้เจ้าของเมือง(?)เขาได้ยินเด็ดขาดนะครับ ถึงจะผ่านมา 400 กว่าปีแล้วแต่เขาก็ยังสะเทือนใจไม่หาย เพราะจากเหตุการณ์นั่น ทำให้เขาถูกหลายคนประณามว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายของชาติที่ตามมา"
 
 
      เมื่อ Ivan IV สวรรคตไป ผู้ที่ได้ขึ้นมาครองราชย์เป็นซาร์ปกครองรัสเซียองค์ต่อมาก็คือ Feodor I ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเชษฐาต่างพระมารดากับองค์รัชทายาทดมิทรี่  เนื่องจากซาร์ฟีโอดอร์ทรงมีปัญหาด้านสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก...รวมถึงมีข้อมูลกล่าวว่าพระองค์ทรงมีความพิการทางสติปัญญา.....ทำให้คนที่มีอิทธิพลในบ้านเมืองช่วงนั้นจริงๆกลับเป็นที่ปรึกษาซึ่งเป็นพี่เขยขององค์ซาร์คือ Boris Godunov
 
       เวลาผ่านไป องค์ซาร์ Feodor ก็ยังไม่มีทายาท ทำให้ดมิทรี่ซึ่งเป็นพระอนุชามีสิทธิ์สืบทอดบัลลังค์ต่อได้โดยชอบธรรม  Boris Godunov ซึ่งก็หมายอำนาจไว้ก็จึงส่งองค์รัชทายาทดมิทรี่และพระมารดาคือ Maria Nagaya ออกจากมอสโควมาอยู่ที่อูกลิช เพื่อเป็นเปิดทางสะดวกให้กับการพยายามควบคุมอำนาจให้มากขึ้น
 
 
       องค์รัชทายาทและพระมารดามาอยู่ที่อูกลิชจนกระทั่งถึงปี 1691 เมื่อมีพระชนม์ได้เกือบ 10 พรรษา วันหนึ่งองค์รัชทายาทก็สิ้นพระชนม์อย่างไม่คาดฝันด้วยการถูกแทงด้วยมีดที่คอ  ซึ่งแรกๆก็เชื่อกันว่าองค์รัชทายาทถูกลอบสังหารโดยคนของ Boris Godunov เพื่อเป็นการกำจัดสายเลือดกษัตริย์ Ruriks แท้ๆให้หมดไป ซึ่งคำกล่าวหานั้นก็ทำให้เกิดความวุ่นวายในเมือง มีการประหารคนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการสิ้นประชนม์นั้นไปรวมๆกันถึง 200 คนรวมถึงการ "หาแพะ" ด้วยการตัดหูระฆังโบสถ์ซึ่งถูกตีส่งสัญญานบอกข่าวการสิ้นพระชนม์ขององค์รัชทายาทและ"ส่งไปกักกัน"ที่ไซบีเรีย แต่ในภายหลังนักประวัติศาสตร์ลงมติกันว่าการสิ้นพระชนม์ของรัชท