[EWAW-Fic] Posjet / Посета

posted on 05 May 2014 12:54 by saixmedrik in EWAW directory Fiction
 
 
 เอนทรี่นี้เป็นส่วนนึงของคอมมู
 

 
 คำเตือนสักเล็กน้อยจากที่บล็อกคอมมู... 
 
 "จุดมุ่งหมายของคอมมูนิตี้นี้คือการได้รับความสนุกสนานและแฝงด้วยความรู้จากข้อมูลของแต่ละเมืองรวมถึงประเทศตามลักษณะ ของ Himaruya Hidekaz ผู้สร้าง Axis Powers Hetalia ซึ่งทางเราไม่ได้ต้องการให้เกิดดราม่าหรือสิ่งอื่นใด 
 
 หากท่านไม่ชมชอบคอมมูนิตี้นี้ โปรดวางตัวเฉยแล้วกด x ออกจากหน้าบล็อกเลยนะคะ" 
 
 
 
       นี่เป็นตอนต่อของ Nekada Sam / Некада сам และ Mašta i Stvarnost / Mашта и Cтварност
 
       หากยังไม่ได้อ่าน เชิญด้านนู้นก่อนคร้าบ
 
 
       OST 

 
 
 
 
 
Posjet / Посета (A visit)
 
Let me see how much you suffered - A story from the former Yugoslavia
 
 
Main Characters:: Beograd[LINK], Osijek[LINK]
Cameo:: Kamchatka[LINK], Yaroslavl[LINK]
OCs outside of EWAW:: Niš, Novi Sad, Sremska Mitrovica, Subotica and Zemun - SERBIA side[LINK]
Đakovo, Vinkovci - CROATIA side
 
 
 
 
       ดวงตาฟ้าเจือประกายเขียวลืมขึ้นและพยายามปรับโฟกัสเพื่อมองสำรวจสิ่งที่อยู่รอบตัว ...แสงจากภายนอกสอดแทรกตัวจากช่องว่างระหว่างเกล็ดบานหน้าต่างไม้.......คลับคล้ายคลับคลากันเมื่อราวๆ 24 ชั่วโมงที่แล้วซึ่งผู้กำลังหลุดจากบ่วงพันธนาการของนิทราถูก'ขัง'ไว้ในสถานที่ซึ่งถูกฝืนใจให้ไปอยู่
 
       เสียงซ่อกแซ่กของผืนผ้าที่ถูกดึงให้ตึงตัวจากแรงกดด้วยน้ำหนักของร่างกาย เปลี่ยนทิศทางทางโน้นทีทางนี้ทีตามการขยับกายดึงตัวเองให้ลุกขึ้น เป็นเพียงเสียงเดียวดังอยู่ภายในห้องขนาดไม่ใหญ่นัก...ผนังปูนมีรอยแตกร้าวจางๆและความไม่สม่ำเสมอของสีซึ่งหลุดร่อนไปตามอายุของตัวอาคาร
 
 
       ในรอบประมาณ 3 วันที่ผ่านมา จิตวิญญาณของเมืองใหญ่ลำดับสี่ของโครเอเชียไม่เคยลืมตาขึ้นมาเจอสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยของหอพักในโรงเรียน W ซึ่งย้ายตนไปอยู่มาเกินกว่าครึ่งปีแล้ว ...บนเครื่องบินระหว่างทางไปยังปารีส ......ในคอนโดของเบลกราด .........และแล้วก็เป็นที่นี่ ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าฟุบหลับไปตั้งแต่เมื่อใด แต่ไม่น่าจะเกินสองทุ่ม...
 
       แต่อย่างน้อย ที่นี่ก็คือบ้าน
 
 
 
       เพราะในที่สุดก็ตัดสินใจกลับบ้านอย่างไม่มีในการวางแผนล่วงหน้า เมื่อวานเลยไม่มีเวลาไปตุนเสบียงอะไรไว้สำหรับอาหารเช้าวันนี้เลย แค่กลับมาทำความสะอาดห้องนอนกับทั่วๆบ้านจนพอหมดฝุ่นก็หมดทั้งแรงกายและเวลาจะออกไปที่อื่นอีกแล้ว
 
       'เดี๋ยวเดินออกไปขึ้นรถรางหน้า Tvrđa ไปตลาดละกัน ขอขี้เกียจไม่เดินสักวันเถอะ' เฮอร์โวเย่พลางเริ่มคำนึงถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป...ยังไงก็ต้องกลับไปที่โรงเรียน ซื้อเสบียงมาได้แล้วคงต้องเช็คในอินเตอร์เน็ทหาสายการบินว่าจะหาตั๋วเที่ยวบินพาตนกลับไปได้เร็วที่สุดเมื่อใด และ...จะไปใช้สนามบินที่ไหนในการเดินทางดี
 
       'ถึงซาเกร็บจะใกล้กว่า แต่ยังไงก็ไม่มีไฟล์ทไปแถบอเมริกาตรงๆ ต้องไปต่อเครื่องที่อื่นอีกก็เสียเวลาอยู่ดี' สนามบินตัวเลือกซึ่งเขามองอยู่ตอนนี้ที่มีไฟลท์ตรงไปอเมริกาเลยคงเป็นเวียนนา... 'ทางที่สะดวกสุดคือขึ้นรถโดยสารจากบ้านข้ามเข้าฮังการีไปบ้านคุณบูดาเปสต์ จากนั้นค่อยหาทางไปบ้านคุณเวียนนาจากที่โน่นน่าจะง่ายกว่าบุกข้ามสโลเวเนียไป'
 
 
       ภาพแผนที่ตำแหน่งเส้นทางการเดินทางที่จินตนาการอยู่ขณะเดินลงบันไดลงมายังชั้นล่าง ชั่วเสี้ยวนาทีเขานึกไปถึงตำแหน่งๆนึงซึ่งอยู่ระหว่างทางจากบูดาเปสต์ไปยังสนามบินเวียนนาก่อนจะส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นออกจากสมองไปอย่างรำคาญตัวเอง 'ไม่ละ ไม่ได้มีเวลาว่างถึงขนาดนั้น อีกอย่างถ้าไป...แล้วพี่อิเวต้าทราบว่าทำไมชั้นถึงต้องซมซานกลับมาบ้านแบบนี้ พี่เขาจะยิ่งเป็นกังวล'
 
 
       ประตูไม้บานเก่าซึ่งจะเปิดออกสู่เกือบใจกลางของชุมชนที่เคยเป็นป้อมปราการเก่าสร้างในสมัยการปกครองของออสเตรียซึ่งเป็นหัวใจของเมืองโอซีเยคในสมัยนั้นถูกดันเพื่อให้หยุดการขวางกั้นเจ้าของบ้านจากโลกภายนอก
 
 
 
       หากแต่แผ่นบานไม้นั้นหาได้ขยับไม่...สร้างความงุนงงแก่ผู้มีอายุแปดร้อยกว่าปียิ่งนัก "ฝืด?"
 
 
 
       ดังนั้นเขาจึงต้องออกแรงดันให้มากขึ้น ทว่ามันก็ยังไม่ขยับอยู่ดี จากหนึ่งมือดันจึงต้องเปลี่ยนเป็นโถมเอามือทั้งสองช่วยกันดัน...เหมือนจะเริ่มมีการขยับอย่างยากลำบาก
 
       "เอ๊ยๆๆๆ เดี๋ยวๆ รอแป๊บ" เสียงเอะอะจากด้านนอกดังทะลุแผ่นบานไม้เก่าเข้ามาถึงข้างในบ้านก่อนสิ่งต่อมาซึ่งจิตวิญญาณแห่งโอซีเยคจะได้ยินคือเสียงเหมือนพื้นรองเท้าเสียดสีกับอนุภาคฝุ่นดินบนพื้นราวกับมีใครผุดขยับตัวเร็วๆให้หลบพ้นจากหน้าบานประตู
 
 
       ใครกันมานั่งขวางประตูบ้านเขา? ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่ดันไม่ออกแสดงคงจะนั่งพิงบานประตูอยู่ด้วยซ้ำ
 
 
       ในมือของเมืองใหญ่ที่สุดในภูมิภาคสลาโวเนียรู้สึกได้ถึงการสั่นไหวเบาๆของลูกบิดประตูในมือเมื่อมีใครจากทางด้านนอกนั้นหมุนลูกบิดเพื่อให้ประตูเปิดออกจากอีกฝั่ง
 
       "จาโคโว่? วินคอฟซี่??"
 
 
 
       "กว่าจะยอมตื่นได้นะ พ่อเจ้าชายนิทรา" เสียงจิ๊จ๊ะจิกกัดนั้นออกมาจากผู้หญิงที่อ่อนวัยกว่า'เจ้าชายนิทรา'แต่ก็เพียงไม่ห่างกันเท่าไหร่
 
       "ขอ..โทษ" เจ้าของบ้านกล่าวเสียงแผ่วๆพลางมองบุคคลทั้งสองที่สนิทชิดเชื้อกันมานาน "มากันตั้งแต่เมื่อไหร่?"
 
       "เมื่อ..วานนนนนน" จาโคโว่ลากเสียงล้อเลียนก่อนจะกอดอกแล้วทำเบ้ปากใส่เมืองซึ่งทำหน้าที่ปกครองดูแลแขวงย่อยโอซีเยค-บารานย่าซึ่งเธอถูกรวมไว้ด้วย "ก็ใครกันล่ะที่โทรหาวินโก้? วินโก้เลยมาตามเราให้มาด้วย ชะๆ พอมาถึงบ้านนายเงี้ยบบบบบสนิทเลย เคาะประตูเรียกก็ไม่มาดูทั้งๆที่ชั้นบนเปิดไฟอยู่ พวกเราเลยต้องไปหาฮอสเทลนอนค้างคืนแล้วมาเสี่ยงดวงอีกรอบตอนเช้านี่ไง?"
 
       วินคอฟซี่หรือที่'น้องๆ'ในสลาโวเนียตะวันออกด้วยกันมักเรียกว่า วินโก้ จุ๊ปากให้จาโคโว่หยุดรังควานอีกคนด้วยคำพูดคำจาสักที "อันติทซ่า...ปล่อยๆบ้างเถอะน่า ถ้าเพิ่งไปเจอพวกเซิร์บมาแบบนั้น มันก็น่าเหนื่อยอยู่หรอก"
 
 
       อันติทซ่าหรืออันโตเนีย...จิตวิญญาณแห่งจาโคโว่ที่อยู่ทางใต้เยื้องตะวันตกเล็กน้อยห่างจากโอซีเยคราว 30 กว่ากิโลทำหน้าบูดๆบวมๆใส่ผู้'ชราภาพกว่า' "โธ่เอ๊ย วินโก้ก็...เพราะห่วงหรอกน่าถึงบ่นน่ะ"
 
       ถุงกระดาษใส่ขนมปังถูกโยนให้จิตวิญญาณเมืองซึ่งตัวสูงที่สุดในกลุ่มด้วยว่าเป็นถึงเมืองใหญ่อันดับสี่ของประเทศ "พวกเรากินกันแล้ว เหลือนายนั่นแหละเฮอร์โวเย่ ถ้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าน่ะนะ"
 
       อาการส่ายศีรษะจากผู้ชายอีกคนซึ่งแม้จะสูงวัยกว่าแต่ความสูงทางกายภาพกลับน้อยกว่าจิตวิญญาณของโอซีเยคทำให้จิตวิญญาณเพศหญิงร่างเล็กที่สุดในกลุ่มบังเกิดความสงสัย "ส่ายหน้าทำไมอีกล่ะวินโก้?"
 
       "เลิกเรียกทาดีย่าว่าเฮอร์โวเย่เถอะ เรียกทีไรนึกว่าคุยกับใครอยู่ก็ไม่รู้" ผู้มีอาวุโสสุดที่อายุใกล้เคียงสองพันปีบ่นๆด้วยความไม่เคยชิน เพราะประมาณ 790 ปีที่ผ่านมา เจ้า'เด็กที่เกิดมาแทนที่มูร์ซ่า'ตรงหน้าก็ชื่อทาดีย่ามาตลอด และเขาไม่เห็นว่าการเปลี่ยนชื่อจากทาดีย่าซึ่งมีใช้ในภาษาเซิร์บด้วยมาเป็นเฮอร์โวเย่อันเป็นชื่อเฉพาะของคนเชื้อสายโครเอเชียมันเป็นอะไรมากไปกว่าแผนการสร้างความรู้สึกชาตินิยมแบบตื้นๆ
 
 
       เมืองหลวงอย่างไม่เป็นทางการของสลาโวเนียมองสีหน้าคนในปกครองตัวเองแล้วพอรู้ได้ทันทีคนนิยมโครแอทจ๋าอย่างจาโคโว่กำลังเค้นเหตุผลขนานใหญ่เพื่อเอาออกมาเถียงวินคอฟซี่ อุตส่าห์กลับบ้านมาทั้งทีจะอยู่สงบๆหน่อยก็ไม่ได้รึไง? "เอา หยุดๆ เดี๋ยวเดินทะลุไปนั่งเล่นในสวนโทมิสลาฟกันเถอะ...."
 
       "หู้ยยยย เช้าๆอากาศดีแบบนี้จะไปนั่งในปาร์กทำม้าย?? ทำตัวเป็นคนแก่ยามบ่ายจะเป็นลมแดดไปได้! ขึ้นรถรางไป Trg Slobode แทนเหอะ!! แถวนั้นพอมีห้างบ้างไม่ใช่เร้อ พอร้อนก็ค่อยเข้าไปเดินตากแอร์ไง"
 
 
       ด้วยความคร้านจะตอแยกับแม่สาวผู้เสียงดังที่สุดในกลุ่ม ผู้ชายอีกสองคนก็เลยยอมๆไปตามที่ถูกเสนออย่างไม่มีทางเลือกอื่น
 
 
 
 
-====-====-====-====-====-
 
 
 
 
       Trg Slobode หรือลานจัตุรัสแห่งอิสรภาพ หลบมุมเข้ามาจากถนนสายที่รถรางวิ่งผ่านเพียงไม่มาก เฮอร์โวเย่นั่งอยู่บนม้านั่งสักตัวที่กระจายๆอยู่ในลานกว้างกับพี่น้องอีกสองคน...แล้วได้เพียงเฝ้าถามตัวเองว่าเขามาทำอะไรอยู่ที่นี่
 

 
       อันติทซ่าที่กำลังนั่งแทะลูกพีชซึ่งซื้อมาจากที่ขายแถวนั้นเหลือบสายตามองเจ้าของบ้านที่ดูจะไม่เอนจอยการได้กลับมาอยู่บ้านตัวเองสักนิดผิดกับเธอ "ไมหน้าเครียดงั้นล่ะเฮอร์โวเย่? กลับบ้านมาสดใสหน่อยๆ"
 
       ฝ่ายคนถูกทักถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ "จริงๆตอนนี้ชั้นควรจะอยู่บนเครื่องกลับไปโรงเรียนแล้ว ตอนนี้ขณะที่เธอสนุกอยู่ว่ามาเที่ยว สำหรับชั้นแล้วคือชั้นกำลังโดดเรียนอยู่นะ"
 
 
       จาโคโว่เอามือตบหลังอีกคนป๊าบนึงจังๆ แม้จะไม่ได้เจ็บมากมายแต่ก็ทำเอาหน้าเกือบขมำไปได้เหมือนกัน "คิดดีๆ ถ้านายกลับไปก็เท่ากับนายต้องไปเจอหน้าเจ้า.......ตัวก่อเรื่อง...เร็วขึ้นอีกนะ จะเอาอย่างนั้นเร้อ?"
 
 
       นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้นึกถึงเลยจริงๆ แต่กระนั้น... "แต่...ชั้นมีเรื่องอื่นที่โน่นต้องรับผิดชอบนะ ทั้งชมรม ทั้งเรื่องเข้าเรียน ถ้าซาเกร็บรู้ว่าชั้นมัวมานั่งๆนอนๆอยู่บ้านทั้งที่จ่ายค่าเทอมไปแล้ว---"
 
       "ก็อย่าให้รู้..." เป็นเมืองที่อยู่นอกการดูแลของโอซีเยคซึ่งในแขวงย่อยวูโควาร์-ซีร์เมียที่ตัดบทสรุปทางแก้ไขให้ห้วนๆ "ชั้นกับอันติทซ่าไม่บอกอยู่แล้ว แล้วใครยังจะไปบอกให้ซาเกร็บรู้ได้อีก?"
 
 
       "ขอบคุณ....." เสียงแสดงความซาบซึ้งใจนั้นดังออกมาเพียงเบาๆก่อนจะตามด้วยเสียงลมหายใจออกที่ดังยิ่งกว่า ส่งผลให้สองเมืองจากทางใต้ของชุมชนใหญ่สุดริมแม่น้ำดราว่าได้แต่มองตากันว่าจะทำเช่นไรต่อไปกันดี 
 
        หน้าจอโทรศัพท์มือถือของหนึ่งในเมืองที่อายุมากที่สุดในสลาโวเนียกระพริบแสงสีพร้อมส่งเสียงขัดความราบรื่นของบรรยากาศเงียบๆไม่จอแจของลานอิสรภาพในสายๆวันจันทร์อันเป็นวันทำงาน ผู้ที่นั่งอยู่ริมสุดของม้านั่งโลหะยกมือเชิงว่าจะขอตัวไปจัดการกับธุระซึ่งอุปกรณ์สื่อสารน่ำพามาให้ ก่อนจะผุดลุกเดินปลีกตัวห่างไปจนอยู่ในระยะที่ไม่ได้ยินการสื่อสารชัดถ้อยชัดคำนัก อย่างไรก็ตามเมืองซึ่งเยาว์วัยกว่าทั้งสองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะสอดรู้อยู่แล้ว
 
        จิตวิญญาณเมืองหญิงเขยิบเข้าไปชิดอีกคนที่เหลืออยู่บนม้านั่งด้วยกัน "ทำใจให้สบายไว้เฮอร์โวเย่ ลืมๆพวกเซิร์บไปเถอะ ตอนนี้ชีวิตพวกเราดีขึ้นเยอะโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่กับพวกนั้นไม่ใช่รึไง?" 
 
       "แต่มา---"
 
       "ก็ได้ๆ มาริทซ่าเป็นข้อยกเว้น...เพียงคนเดียว" คนใจร้อนทำหน้ามุ่ยๆ ...นี่ถ้าเจ้าตัวก่อเรื่องต้นเหตุซึ่งบังคับให้เพื่อนสนิทของเธอต้องกลับมาแถบนี้โดยไม่เต็มใจ ซ้ำเติมยังไม่สามารถปกป้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นคนพามาจากพี่น้องนิสัยห่วยๆของตัวเองได้อีก ......ถ้าได้เจอเบลกราดจริงๆ อันติทซ่าคงอยากจะซัดเมืองหลวงของเซอร์เบียสักเปรี้ยงหนักๆให้หายคับแค้นใจ...แต่บางทีเธออาจจะหยุดไม่ได้แค่ด้วยหมัดเดียว
 
 
       ตอนสงครามเมื่อ 20 กว่าปีก่อน...เป็นโชคของเธอที่ไม่ได้รับผลกระทบมากมายเพราะแนวการรบเข้ามาไม่ถึงบ้านตนเอง ทว่าการได้อยู่อย่างค่อนข้างปลอดภัยของเธอนั่นก็แลกมาด้วย...ความยากแค้นของคนอื่นๆโดยเฉพาะผู้มีตำหนิถาวรบนใบหูขวาข้างกายเธอ และคนที่อยู่เยื้องห่างออกไปที่กำลังคุยโทรศัพท์นั่นด้วย
 
 
       ......หากไม่ใช่เพราะทั้งโอซีเยคและวินคอฟซี่ช่วยกันต้านทานกองกำลังฝั่งเซิร์บไว้ได้ทั้งจากเมืองตัวเองและการวางกำลังทหารโครแอทตลอดแนวระยะห่างระหว่างทั้งคู่แม้ว่าจะต่างถูกล้อมเมืองสามด้าน หากสองคนนั้นไม่เข้มแข็งพอจนมีใครสักคนพ่าย...อีกคนก็อาจจะทานไว้ไม่อยู่เช่นกัน และเธอเองคงไม่รอดมาโดยแทบจะไม่มีแม้รอยขีดข่วนเช่นนี้
 
 
 
       ร่างเล็กกว่าของอันติทซ่าซบลงพิงบนแผ่นหลังของ...ทาดีย่า "ทาดีย่า......เราขอโทษ เราไม่เคยช่วยอะไรนายได้เลยไม่ว่าจะเมื่อยี่สิบปีก่อนรึกระทั่งตอนนี้...ทั้งๆที่'ตอนนั้น'เราเคยลุกขึ้นมาต่อต้านพวกเซิร์บแท้ๆ"

 
       -ตอนนั้น-ที่ถูกกล่าวถึง...ย่อมเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากหลังการลอบปลงประชนม์องค์รัชทายาทฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ในซาราเยโว ได้เกิดกระแสต่อต้านคนเซิร์บขึ้นในหลายพื้นที่ภายในดินแดนของชาวสลาฟใต้ในการปกครองของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี และจาโคโว่ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่มีการลุกฮือขึ้นขับไล่คนเชื้อสายเซิร์บ
 
       การกล่าวอิงถึงเรื่องนั้นทำให้...เฮอร์โวเย่ไม่แน่ใจว่าจะตอบเช่นไรดี ด้วยแนวคิดของทั้งสองช่างต่างกันสิ้นเชิงในความโอนอ่อนรู้จักอภัยให้กับปัญหาความขัดแย้งในอดีต
 
 
       ทั้งสองถูกกระชากออกจากภวังค์แห่งอดีตด้วยถุงพลาสติกใส่กระป๋องน้ำอัดลมแช่แย็นที่จู่ๆพุ่งพรวดเข้ามาอยู่ในระยะสายตาอย่างไม่ได้เห็นความเป็นไปได้มาก่อน ฝ่ายที่ตั้งหลักแล้วสวนกลับได้ก่อนคือสาวผมสั้นที่มักจะโดนคนแกล้งล้อเลียนเรื่อยๆว่าน่าจะเริ่มไว้ผมยาวเผื่อความใจเย็นจะยาวเพิ่มตามผมเสียบ้าง "เล่นบ้าอะไรเนี่ย วินโก้?? ตกใจหมด!!!"
 
       "ซื้อมาให้กินแล้วยังจะไม่พอใจอีก เอาเถอะ เราต้องอยู่ตรงนี้กันอีกสักพักนึง" วินโก้จุดบุหรี่ขึ้นสูบขณะที่คิ้วสองคู่เลิกใส่เขาแทบจะพร้อมๆกัน "มีคนจะมาหาพวกเราน่ะ แต่ไม่ต้องกลัว ไม่ใช่ซาเกร็บ"
 
 
 
 
 
      ......ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ทว่าก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครที่คุ้นหน้าเดินหมายจะมาหาจนแล้วจนรอด จิตวิญญาณเมืองศาสนาที่เป็นที่ตั้งของมุขมณทลจาโคโว่-โอซีเยคเริ่มจะหมดความอดทนอีกหน เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินปึงปังราวกับจะระบายความอึดอัดภายในก่อนจึงค่อยหมุนตัวกลับมาโวยใส่คนทำลับๆล่อๆซึ่งนั่งสูบบุหรี่อยู่อย่างไม่ยี่หร่ะ "นี่วินโก้ บอกมาตรงๆซะทีเถอะว่าใครจะมา นี่มันจะ 11 โมงแล้วมันร้อนนะ!!"
 
       ด้วยทิศทางที่ต้องหันหน้ามาในด้านตรงกันข้ามกับอีกสองคนที่ยังนั่งอยู่ ทำให้อันติทซ่าไม่ได้สังเกตทันแม้แต่น้อยว่าอาคันตุกะที่เธอกำลังไม่พอใจว่าไม่มาเสียทีนั้น...ได้มาถึงแล้ว
 
 
       "อันติทซ่า♥ นี่อยากเจอผมไวๆขนาดนั้นเลยเหรอ? ^^"
 
 
        เสียงนั้นทำให้สาวเจ้าของชื่อถึงกับตัวแข็งทื่อทว่าปลายประสาททั้งร่างต่างสั่นระริกระรัว...หาใช่ด้วยความกลัว หากแต่เป็นเพลิงแค้นที่เก็บกดมาตลอดยี่สิบกว่าปีและถูกราดเชื้อให้โหมขึ้น เธอหันกลับไปมอง...นัยน์ตาสีน้ำตาลทั้งสองคล้ายจะมีประกายวูบวาบกว่าปรกติ อีกคราที่จิตวิญญาณแห่งจาโคโว่เบนกายไปมองต้นเสียงนั้น มือหยาบใหญ่สองข้างก็ถือวิสาสะเข้ามาแตะปลายเส้นผมของเธอซึ่งสั้นลงกว่าหนสุดท้ายที่ผู้มาเยือนอย่างไม่คาดฝันจดจำไว้ อันติทซ่าเงยขึ้นมอง...ดวงตาสีเขียวเจือเทาซึ่งอยู่สูงกว่าตัวเธอถึงเกือบฟุต
 
       "ตัดผมสั้นแล้วน่ารักนะ ดูเหมาะกับเธอมากเลย"
 
 
       สาวเชื้อสายโครแอทตรงหน้าบรานิมีร์ยิ้มให้อีกฝ่ายขณะกำลังสังเกตบางอย่าง...ครั้นผู้ที่เคยเป็นอดีตเมืองลวงของยูโกสลาเวียลดแขนลง เธอก็ตอบแทนด้วยการเหวี่ยงฝ่ามือเข้าหาอีกคนทันทีทันใด
 
 
       "อันติทซ่า...หยุด" ข้อมือของฝ่ายหญิงถูกหยุดไว้ด้วยมือของวินคอฟซี่ซึ่งกำขืนแรงไว้ไม่ให้จาโคโว่ทำอะไรหุนหัน "แรงอย่างเธอทำอะไรมันไม่ได้หรอก อย่าเสียแรงเปล่าเลย"
 
 
       เซมุนซึ่งเดินมาสมทบช้ากว่าเลิกลั่กมองว่าผู้คนที่พอมีอยู่บ้างรอบๆจัตุรัสมีใครเริ่มหันเหความสนใจมาที่กลุ่มของจิตวิญญาณเมืองบ้างหรือไม่ เพราะถ้ามาเกิดปัญหาอะไรที่นี่คงจะเอาตัวรอดได้ไม่ง่าย...สายตาของเซลิมีร์ไปหยุดลงที่โอซีเยคซึ่งนั่งมองมาไกลออกไปเพียงไม่กี่เมตรจากม้านั่ง ความรู้สึกโล่งใจจึงบังเกิดแก่บุคคลที่ดูคล้ายเบลกราดมากที่สุดแม้จะสูงต่างกันถึง 11 เซน
 
       "อยู่ที่นี่จริงด้วย......ขอบคุณมากนะเชโดมีร์"
 
       ร่างที่เล็กที่สุดในหมู่จิตวิญญาณเมืองมองกลับไปยังคนที่ไม่ปล่อยข้อมือของเธออยู่ดีจนกว่าจะแน่ใจได้่ว่าอารมณ์เย็นลงแท้จริงแล้ว ม่านตาสีเขียวปนน้ำตาลเหลือบลงมองตอบก่อนละไปทางม้านั่ง "ห่วงทาดีย่ามากก็ไปนั่งกับทาดีย่าก่อน ไปๆ... เดี๋ยวชั้นรับมือสองคนนี้เอง"
 
 
       สาวผมสั้นกลั้นใจยอมทำตามที่ผู้มีอาวุโสกว่าแนะนำ เพราะจริงๆเธอเองก็ไม่ได้อยากไปแตะต้องตัวเมืองหลวงฝ่ายเซิร์บเลยแม้ใจจริงจะอยากตบให้ได้สักครั้ง
 
       "มาช้ากันจริงนะพวกนาย..." เชโดมีร์...นามแท้จริงของจิตวิญญาณแห่งวินคอฟซี่ กอดอกมองเพื่อนเก่าสองคนจากสมัยโรมันก่อนจะดึงมวนบุหรี่ออกห่างแล้วเป่าควันขาวๆใส่หน้าเมืองหลวงของเซอร์เบียทั้งตัวจริงตัวปลอมซึ่งต่างทำหน้าเหยเกใส่กลิ่นควันบุหรี่นั่น "Cibalae(ชิบาลาย) ...นี่นายยังไม่เลิกสูบบุหรี่อีกเร้อ??"
 
       ผู้ถูกทักชื่อด้วยนามสมัยโรมันยกบุหรี่โบกเบาๆ "ไม่เลิก และ พวกนายไม่ต้องเอาชั้นไปรวมในเกมอะไรก็ไม่รู้ของพวกนายในบ้านเซอร์เบียได้มั้ย ปัจจุบันยังเรียกเปโตรวาราดินว่า Cusum(คูซูม) อยู่ล่ะสิ?"
 
 
       เปโตรวาราดินซึ่งถูกกล่าวถึงคือเมืองเก่ายุคโรมันอีกคนนึงในบ้านเซอร์เบียซึ่งถูกรวมเข้าไว้กับโนวี่ ซาด
 
 
       "เมื่อวานที่ราโดมีร่าโทรมา...พวกนายก่อเรื่องอะไรอีกแล้วล่ะ? ดูเหมือนเจ้าเด็กนั่นที่เปโตรวาราดินเปลี่ยนสภาพไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้จะทำอะไรน้องชั้นเข้าให้นะ"
 
       ระดับเสียงของพี่ชายใหญ่ฝั่งโครเอเชียแม้จะราบเรียบไม่ได้มีการขึ้นเสียง กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆเมื่อทราบปัญหา โดยเฉพาะ...ในเมื่อคู่กรณีของน้องชายตนเป็นคนซึ่งเคยสร้างบาดแผลให้เมืองโครเอเชียแถบนี้มาแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน
 
       "นั่นน่ะ....เฮ้อออออออ" เบลกราดถอนหายใจยาวขณะยกแขนขึ้นเอามือทุบท้ายทอยตัวเองเบาๆอย่างไร้ความหมาย "ชั้นผิดเองแหละ อุตส่าห์ให้เซลีโก้โทรไปบอกโนเล่แล้วว่าปีนี้ไม่ต้องวางดอกไม้เผื่อให้เพราะจะให้เซลิโก้ไปวางเอง แต่ไม่คิดว่าไนซุสจะมาด้วยน่ะ เพราะปีที่แล้วมันมีม็อบเกี่ยวกับโคโซโวพอดี ไนซุสเลยแสตนด์บายอยู่ที่บ้านดูสถานการณ์ โนเล่ต้องวางแทนให้หมด ...ท่าทางสองคนนั้นจะนัดกันละมัง ลำพังถ้าโนเล่ขึ้นรถมาเองจากบ้านคงไม่น่ามาสายแบบนั้นแต่กว่าไนซุสมันจะขับรถมาถึงนี่สิ..."
 
       "เอาเฮอะ" เชโดมีร์ยกบุหรี่ถึงสูบอีกครั้งก่อนจะเก็บก้นบุหรี่ใส่กระป๋องน้ำอัดลมที่ดื่มหมดแล้ว "พวกนายไม่ได้มาที่นี่เพื่อคุยกับชั้นนี่นะ...ไปคุยกับเจ้าตัวได้แล้วมั้ง?"
 
 
       สายตาของคนที่เพิ่งหลบร่างสูงกว่า 190 เซนติเมตรมาเพียงราวๆ 24 ชั่วโมงก่อนแลมองร่างนั้นซึ่งขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆจนถึงระยะห่างเพียงสักเมตรก่อนจิตวิญญาณเมืองยุคโรมันด้วยกันซึ่งมีความสูงน้อยที่สุดจะหยุดฝ่ายเซิร์บทั้งสอง และวางตำแหน่งร่างของตนให้ขวางไว้เผื่อหากจะต้องปกป้องน้องตัวเอง...หรือบางทีอาจจะป้องกันสองคนนั้นจาก......จาโคโว่ซึ่งหากสามารถแสดงกิริยาเหมือนแมวได้ในขณะนี้คงจะพองขนขู่เตรียมเข้าจู่โจมเพื่อปกป้องโอซีเยค
 
       "รู้อยู่แล้วสินะว่าสองคนนี่จะมาน่ะ..." ถึงไม่ใคร่พอใจนัก ทว่าเฮอร์โวเย่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกระแทกกระทั้นใส่วินคอฟซี่ เพราะรู้มาตลอดว่าคนๆนี้ไว้ใจได้มากที่สุดแล้ว
 
       "โทษทีที่ไม่ได้บอกนะ แต่เมื่อวานก่อนนายจะโทรมาจากบนรถบัส...ราโดมีร่าโทรมาบอกชั้นก่อนแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วให้เตรียมมาช่วยดูนายด้วย" ลมหายใจซึ่งครานี้ไร้ควันขาวๆจากยาสูบปะปนด้วยถูกผ่อนออกมา "ราโดมีร่าก็คงห่วงวูโควาร์นั่นละ ไม่ได้จงใจถามยั่วยุนายหรอก ชั้นเองก็...ที่ผ่านมาก็ไม่บอกทางนั้นเลยวูโควาร์เป็นไงบ้าง ทั้งเพราะวูโควาร์ไม่ได้กลับมาอยู่กับเราจนปี 1998 แล้วยังเพราะเรื่องเมื่อเร็วๆนี้อีก"
 
 
       มือซึ่งปรกติเคยชินกับการจับหนังสือเลื่อนไปข้างๆตัวบนม้านั่ง...ซองบุหรี่ของ'วินโก้'ยังคงวางอยู่ตรงนั้น อันติทซ่าหยีตาย่นจมูกกับสิ่งที่ไม่คาดคิดแล้วรีบผุดลุกสร้างระยะห่างกับม้านั่งไปอีกสักสองสามเมตร ทำให้จำต้องปลีกตัวออกห่างการมีโอกาสได้มีส่วนร่วมในวงสนทนาไปโดยปริยาย
 
 
       บรานิมีร์กับเซลีมีร์เองก็มีสีหน้าแปลกใจอย่างใหญ่หลวง...ที่เห็นเด็กเรียบร้อยอย่างโอซีเยคจุดบุหรี่ขึ้นสูบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
 
 
       เชโดมีร์เพียงเมียงมองพร้อมเตือน "อย่าสูบซะหมดซองล่ะ"
 
       ดวงตาสีประหลาดกว่าคนอื่นๆในแถบอดีตยูโกสลาเวียด้วยกันเหลือบขึ้นมองเมืองสูงวัยกว่าทั้งสาม มือข้างที่ไม่ได้ถือบุหรี่ไว้สอดเข้ารับน้ำหนักของคาง "ชั้นเลือกที่จะเริ่มสูบเอง...เพียงแต่ไม่ถึงกับติดเพราะอย่างนั้นที่โรงเรียนถึงไม่เห็นไง แต่เวลาเครียดๆบางทีมันก็ช่วย"
 
       "โทษตัวพวกนายเองเถอะ" เสียงของอดีตชิบาลายในสมัยโรมันเย็นชาลง "เด็กนี่ไม่ได้อยากเกลียดเซิร์บแม้จะอยากให้โครเอเชียแยกออก แต่เซิร์บก็ทำคนแถวนี้ไว้เยอะเกินไปจนเจ้านี่เครียดโดยเฉพาะหลังวูโควาร์'แตก' คนรอบๆก็ถูกยึดไปหมด...ดาร์ด้า เดลี เทนยา ......ตอนนั้นคิดว่ามีตัวช่วยอะไรเหลือให้หนีจากความเครียดได้บ้างนอกจากบุหรี่?"
 
      สองเซิร์บเงียบเสียงกันไป ความนึกคิดลอยล่องตามความทรงจำกลับไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน "มันไม่ใช่ความตั้งใจของชั้นหรอกนะที่จะ...ให้เกิดครายิน่าขึ้นไม่ว่าบริเวณไหน ชั้นสั่งแค่ให้เก็บพวกนายไว้ในยูโกฯให้ได้ ไม่ได้จะให้มันเกิดแบบนั้น...ไม่เคยสั่งแม้แต่น้อยว่าให้ยึดพวกนาย......แล้วกำจัดคนเชื้อสายโครแอทไปให้หมดให้เหลือแต่เพียงคนเชื้อสายเซิร์บจะได้-ทำลาย-เหตุผลการอยากแยกตัวของพวกนายโดยสิ้นเชิง"
 
 
 
       โดยแทบไม่ทันได้เห็น วินคอฟซี่ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นแล้วกระแทกน้ำหนักเท้าของตนลงบนเท้าของเบลกราดอย่างแรง สีหน้าของคนตัวใหญ่กว่าบ่งถึงความเจ็บปวดที่รู้สึกแม้จะไม่มีเสียงใดแสดงความอ่อนแอออกมามากไปกว่าเสียงผิดจังหวะของการหายใจชั่วครู่
 
 
 
       "เออๆ...ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้า ชั้นขี้เกียจฟัง นายไม่ได้ผิด 100% หรอก...ซาเกร็บเองก็ทำอะไรโดยไม่พยายามทำความเข้าใจความอ่อนไหวของพวกเราที่เคยอยู่รวมกับพวกนายในสมัยออตโตมันมา ก็ซาเกร็บมันโชคดีที่รอดไปได้แล้วอยู่กับคุณออสเตรียนี่นะ" จิตวิญญาณผู้มีผมดำของฝ่ายโครเอเชียส่ายศีรษะจนเกือบคล้ายการสะบัดด้วยความหงุดหงิด...หากไม่เกรงว่าทำแล้วจะดึงความสนใจจากฝูงชนรอบๆจัตุรัสมาโดยไม่พึงประสงค์ จากที่กระทืบเท้าเบลกราดเมื่อกี้ เขาคงจะเปลี่ยนเป็นชกหน้าเบลกราดให้ได้เต็มๆสักหมัดแล้ว "อยู่กันมานาน...ชั้นกับพวกนายก็ไม่รู้รบกันเองมากี่ครั้งแล้ว เรื่องตอนนั้นที่เกิดกับชั้นเอง ชั้นไม่ค่อยอะไรหรอก แต่ปัญหาที่เกิดกับ...เด็กพวกนี้"
 
       นิ้วของผู้พูดถูกใช้บ่งตำแหน่งเป็นเชิงไปถึงเมืองซึ่งอายุน้อยกว่านับพันปีด้านหลังอีกสองคน
 
       "ขณะที่ชั้นไม่รู้หรอกนะว่าแกทำอะไรอยู่ในเบลกราดนั่น...ทาดีย่าต้องจับปืนไปลาดตระเวนด้วยตัวเองเพราะคนไม่พอ" เชโดมีร์เว้นระยะสักพัก ก่อนหันไปบอกให้ผู้ถูกกล่าวถึงส่งซองบุหรี่มาให้ "...การรบสมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนนี่นะ...ยุคนั้นปืนใหญ่ยังไม่เท่าไหร่เพราะมันก็มีระยะจำกัด แต่ถ้ามาเป็นเครื่องบินรบยิงจรวดใส่...ต่อให้หลบอยู่ห่างเข้ามาภายในแค่ไหนก็โดนได้"
 
 
       เบลกราดหลบสายตา กวาดมองรอบจัตุรัสอิสรภาพ "ชั้นรู้......15 ปีก่อน ก็โดนทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิด...กระทั่งยิงขีปนาวุธมาจากเรือรบในอาเดรียติกด้วยซ้ำ"
 
       เซมุนเสริมข้อมูลด้วยเสียงเบาจากทางด้านหลัง "....บางที...ที่ไนซุสกับโนวี่ ซาดยังดูเหมือนจะแค้นทาดีย่า อาจจะเพราะผลพวงจากเรื่องนาโต้เมื่อตอนนั้นด้วย สองคนนั้นก็โดนหนักอยู่นะ ไนซุสโดนระเบิดลูกปราย...เป้าหมายแท้ๆตั้งใจจะทิ้งใส่สนามบินแต่โดนลมหอบจนพลาด ไปโดนคนในเมืองแทน โนเล่เองก็มีปัญหาเพราะโรงกลั่นน้ำมันถูกระเบิดจนสภาพแวดล้อมได้รับผลกระทบหนัก"
 
 
       "น่าแค้นใจนัก...ที่สาเหตุของสิ่งที่พวกนาย...และไนซุสกับโนเล่ต้องเจอ ดูเหมือนจะตายสบายๆเกินไป แล้วตอนนั้น'มัน'ยังบังอาจย้ายตัวเข้าไปอยู่คฤหาสน์ของติโต้...ก็......เลย"
 
 
       เป็นอีกหนซึ่งคนสูบบุหรี่ปล่อยควันใส่หน้าเบลกราดขณะที่เซลิมีร์ดึงตัวหลบออกทัน "ก็นั่นสินะ...ตายไปแล้ว ดีอย่างนึงที่อย่างน้อยแกก็ไม่ยอมให้ฝังศพ...นั่น......ที่บ้านแก ไม่งั้นเราคงมองหน้ากันติดได้ยากขึ้น นี่ขนาดชั้นไม่ค่อยอะไรกับเรื่องชาตินิยมทางฝั่งโครแอทมากแล้วนะ"
 
       เบลกราดยกมือขึ้นปัดๆควันให้เจือจางก่อนจะมองเลยไปด้านหลังยังโอซีเยค "ทาดีย่า...นายวางแผนจะทำยังไงต่อ?"
 
 
       "ก็...กลับโรงเรียนน่ะสิ" เสียงนั้นตามออกมาหลังจากม่านควันขาว "แล้วตอนนี้ชั้นเองก็กำลังเสียเวลาที่จะไปหาไฟล์ทกลับโรงเรียนให้เร็วสุดอยู่เนี่ย"
 
       ม่านตาเขียวหม่นๆอมเฉดเทาของเมืองหลวงเซอร์เบียเหลือบเลื่อนไปมองคนใกล้ตัว ซึ่งก็เหมือนเลขารู้หน้าที่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำให้ตัวเองไม่อยู่ว่างทันที
 
       "ค่อยโล่งใจหน่อย...ผมคิดว่านายจะไม่อยากกลับไปเรียนแล้วเพราะไปที่โน่นก็ต้องเจอกับผมอีก"
 
 
       การสูดหายใจเข้าครั้งสุดท้ายพร้อมๆกับม้วนบุหรี่ที่ริมฝีปากของ'รุ่นน้อง'ก่อนจะทิ้งลงไปในกระป๋องน้ำ ผู้เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโครเอเชียแถบนี้ชั่งใจอยู่ครู่จากนั้นจึงระบายมวลอากาศพร้อมสิ่งปนเปื้อนซึ่งเปลี่ยนอนูของลมหายใจปรกติให้ทึบหนาไม่โปร่งใส "บางทีได้ออกไปจากที่นี่ซะบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร อยู่นานเกินไป...ชั้นอาจจะถูกพยายามล้างสมองมากขึ้นก็ได้ อย่างน้อยเมื่อวาน...พวกนายก็พยายามช่วย...พยายามจะห้ามเดยานอยู่นี่"
 
      "เดยานน่ะ..." เบลกราดเองก็หนักใจกับน้องชายซึ่งเกิดมาในสมัยวอยโวเดียน่าอยู่ใต้การปกครองของออสเตรีย-ฮังการี "ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นออสเตรีย-ฮังการีบังคับไม้ให้คนเซิร์บตั้งบ้านเรือนฝั่งคูซ--- เปโตรวาราดิน...เพราะต้องการให้ประชากรในนั้นมีแต่คนคาทอลิก เดยานคงไม่ได้เกิดมาหรอก นายที่รักฮังการีมากคงจะไม่เข้าใจ...เด็กคนนั้นเกิดมาในภาวะที่สภาพแวดล้อมส่งเสริมให้ไม่ชอบฮังการี มิหนำซ้ำยังเคยเกือบต้องตายเพราะฮังการียืมมือเปโตรวาราดินจัดการด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาเดยานก็...เหมือนเด็กที่พยายามจะเอาใจต้องการความสนใจผมหรือคนอื่น แต่เมื่อท่าทีปรกติของผมคือเฉยๆกับฮังการี เดยานก็เลยไปเข้ากับไนซุสที่ค่อนข้างจะต้องการให้เซิร์บเหนือคนอื่นและไม่เคยผูกพันกับฮังการีได้สนิทกว่า"
 
       "ชั้นไม่อยากฟังคำแก้ตัว...ไร้ประโยชน์เปล่าๆ" เฮอร์โวเย่มองซองบุหรี่อันยังอยู่ในกุมมือของวินคอฟซี่ พิจารณาอยู่ว่าจะสูบเพิ่มอีกสักม้วนดีไหม
 
 
        แม้ต่างคนจะรู้ตัวอยู่ว่าแท้จริงแล้วอะไรคือสิ่งที่ผิด สิ่งที่สร้างความแยกแตกในระหว่างกันในบัดนี้ แต่สุดท้าย ต่างฝ่ายก็เพียงได้แต่พยายามปกป้องคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน ณ ปัจจุบัน
 
 
       ทำไมทั้งเขาและเบลกราดต่างต้องมาทำลับๆล่อๆแบบนี้เพียงเพื่อจะปรับความเข้าใจระหว่างกันเองแค่สองคน? โดยที่ต้องหลบสายตาไม่ให้ซาเกร็บ โนวี่ ซาด หรือนีชรับรู้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา?
 
       "ชั้นไม่ได้อยากกลับโรงเรียนเพราะแค่อยากแสดงให้คนอื่นเห็นว่าชั้นกับนายไม่ได้มีปัญหากัน ที่ชั้นจะกลับไป...เพราะอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ได้เจอคุณเวียนนา คุณบูดาเปสต์ แล้วกลับไปนี่อาจจะเจอคนอื่นจากสองบ้านนั้นเพิ่มอีก นายแค่ให้แน่ใจว่าพวกที่ชาตินิยมหนักๆจากบ้านนายจะไม่เข้าไปที่นั่นก็พอ"
 
 
       เบลกราดเพียงกลอกตา "ไม่หรอกมัง ยิ่งปีนี้ต้องปรับเปลี่ยนงบประมาณเพิ่มด้วย คงไม่มีทุนจะส่งใครไปเรียนเพิ่มหรอก...อย่างน้อยก็เท่าที่ผมรู้ตอนนี้น่ะนะ"
 
 
       เซมุนซึ่งเงียบไปเพราะวุ่นวายกับหน้าที่เลขาหาไฟล์ทให้อยู่พักใหญ่ส่งเสียงแทรกเข้าในการสนทนา "ที่ VIE(สนามบินเวียนนา)มีไฟล์ทตอนสองทุ่มตรงไปอเมริกาเลยยังพอมีซีทเหลืออยู่ 4-5 ที่ เอามั้ยจะได้จองให้เลย"
 
       บรานิมีร์ขยับหน้าเพื่อมองผู้มีปากเสียงในเรื่องนั้นอีกคน รอฟังการตัดสินใจ "ก็ราวๆ 9 ชั่วโมง คิดว่าจะหาทางไปได้ทันมั้ยล่ะ?"
 
       "หลบไม่ให้ซาเกร็บรู้ด้วยการไปทางฮังการีแล้วจากนั้นต่อไปเวียนนา ถ้ารถไฟไม่ทันแน่ๆ บัสก็ต้องลุ้นกันอยู่" โอซีเยคผายมือ "อีกอย่างชั้นคงต้องกลับไปบ้านเอาพาสปอร์ตด้วย"
 
       เซลิมีร์ยังคงง่วนอยู่กับการกดมือถือเชื่อมเน็ทหาข้อมูล "ถ้าจากบ้านนายไปบูดาเปสต์แล้วต่อไปเวียนนาก็ราวๆ 500 กิโลเมตร ถ้าโชคดีพอคงไปถึงได้ใน 5 ชั่วโมงกว่าๆ"
 
 
       ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางมองด้วยสายตาสงสัย ทำไมเขาไม่เคยรู้เลยว่ามีวิธีไหนที่จะไปถึงได้เร็วถึงขนาดนั้น "จะเป็นไปได้ยังไงกัน?"
 
        เมืองหลวงของอดีตยูโกสลาเวียผู้เต็มไปด้วยเลศนัยเพียงยิ้มก่อนหยิบกุญแจรถขึ้นชูให้ดู "แล้วทำไมเราต้องง้อรถไฟหรือรถโดยสารเท่านั้นด้วยล่ะ?"
 
       "ตกลงเอานะ?" จิตวิญญาณแห่งเซมุนซึ่งจะต้องกลับไปทำหน้าที่เป็นจิตวิญญาณแห่งเบลกราดอย่างน้อยก็ในฐานะที่ต้องรับรู้รับผิดชอบต่อความเคลื่อนไหวเมืองหลวงของเซอร์เบียในวันรุ่งขึ้นเมื่อบรานิมีร์กลับไปกดยืนยันการจองตั๋วเที่ยวบิน "จอดรถไว้หน้าโรงละครแห่งชาตินั่นแน่ะ จะไปกันเลยมั้ยล่ะ?"
 
 
      โอซีเยคผุดลุกเตรียมจะไปตามสองเซิร์บทันทีแต่แล้วก็หยุดชะงักลง ก่อนมองกลับไปที่พี่น้องอีกสองคนจากฝั่งโครแอทเหมือนจะถามหาการอนุมัติ
 
       วินคอฟซี่ไหวไหล่เหมือนไม่ใคร่ใส่ใจ "ก็ไปสิ? ดีออกจะได้ประหยัดค่าเดินทาง"
 
       ที่น่าหนักใจจริงๆคือจาโคโว่ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังมองจ้องสองจิตวิญญาณเมืองเซิร์บอย่างไม่เป็นมิตรนัก
 
       อันติทซ่าก้มหน้าลงกดปลายเท้ากับพื้นซีเมนต์ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเน้นชัดว่าขัดใจแต่ก็ "ถ้านายคิดว่าไว้ใจได้น่ะนะ ยังไงให้เราห่วงนายแค่ไหนก็คงห้ามไม่ให้นายกลับโรงเรียนไม่ได้...."
 
       จบประโยคนั้น เธอหันไปขู่อาฆาตคนตัวใหญ่กว่าทั้งสองคนจากบ้านเซอร์เบีย "ถ้าภายในพรุ่งนี้เราไม่ได้รับการติดต่อจากทาดีย่าว่าถึงโรงเรียนแล้ว นายเตรียมเจอเราไปหาถึงที่ได้เลยเซมุน...ไหนๆเป็นนอมินีเบลกราดแล้วก็อยู่ให้เราเคลียร์แทนเบลกราดไปด้วยเลยแล้วกัน"
 
 
       เชโดมีร์ทำกิริยา'ตะปบ'คนช่างอาฆาตแค้นไม่สมกับเป็นเมืองศาสนาก่อนดึงไปหาตัวเอง "พวกนายไปเถอะไป๊ เดี๋ยวชั้นจะพาแม่นี่ไปเดินตากแอร์ในห้างเล่นก่อนล่ะแล้วเย็นๆคงพากลับไปส่ง"
 
       จากนั้นก็'เข็น'คนที่ยังบ่นไม่หยุดปากออกห่างแล้วหายไปที่ทางเข้าตึกร้านค้า
 
 
       "นี่มากันจากทางไหนน่ะ?" ความหวั่นเกรงในใจเล็กๆของจิตวิญญาณเมืองแห่งโอซีเยคยังไม่อาจจางหายไปได้ สิ่งนึงซึ่งวินโก้ไม่ได้บอกสองคนนี้คือ...การที่เขาปกป้องวูโควาร์อย่างบ้าคลั่งนั้น ก็เป็นผลมาจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจจากการที่เขารอดมาได้ในสงครามโดยที่วูโควาร์และชุมชนรอบๆหลายคนกลับถูกฝ่ายชาวเซิร์บยึดไปแล้วไม่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันจนถึงปี 1998
 
       "...ไม่ได้ผ่านวูโควาร์ก็แล้วกัน ถ้านั่นคือสิ่งที่นายเป็นกังวลอยู่" 
 
       "ดี..." จิตวิญญาณเมืองโครเอเชียซึ่งสูงพอๆกับเซมุนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
 
       เบลกราดถอนใจขณะทั้งสามพากันเดินฝ่าเปลวแดดย้อนไปทางถนนเส้นซึ่งมีรถรางวิ่งผ่าน "ที่ไม่ไปนี่ไม่ใช่ไม่ห่วงเขาหรอกนะ แต่ดูจากปฏิกิริยาของนายที่โรงเรียนเพราะเรื่องป้ายตัวอักษรซีริลลิคนั่นน่ะ...ตอนนี้เขากำลังยุ่งยากอยู่ นายเองก็ไม่แน่ใจว่าเขารู้สึกยังไงกันแน่ ดังนั้นผม...ซึ่งก็ไม่รู้เช่นกันว่าเขาจะมีปฏิกิริยาแบบไหนถ้าได้เจอผมก็ควรจะเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า"
 
 
       เดินกันมาจนถึงหน้าโรงละครแห่งชาติโครเอเชียเพียงสาขาเดียวในแถบฟากตะวันออกของประเทศ เฮอร์โวเย๋เหมือนจะจำรถแบรนด์อิตาลีที่ได้นั่งแล้วนั่งอีกมาตั้งแต่วานซืนได้ในปราดเดียวทีเห็น......แต่ก็นั่นละ ปรกติแถวนี้มีรถที่ใช้ทะเบียนขึ้นด้วย BG ของเบลกราดเยอะแค่ไหนกัน? ส่วนใหญ่ก็มีแต่ทะเบียน OS ละลานตาไปหมด
 
 
       เมื่อประตูรถถูกปลดล็อคออก จิตวิญญาณฝ่ายโครเอเชียผู้ซึ่งสามวันที่ผ่านมามีเมืองหลวงของประเทศอริเป็นสารถีให้ตลอดก็เปิดเข้าไปนั่งเบาะหลังอย่างรู้หน้าที่ ขณะที่สองจิตวิญญาณผู้รับผิดชอบเมืองหลวงเซอร์เบียนั้นไซร้กลับมัวแต่เถียงแย่งกันว่าใครจะเป็นคนขับรถเพราะนานๆจะได้ออกมาขับถนนเส้นใหญ่ผิวการจราจรดีๆเป็นระยะทางยาวๆแบบนี้แทนที่จะขับติดๆหยุดๆด้วยจำนวนรถมหาศาลบนถนนของบ้านตัวเอง
 
       "เซลิมีร์ ยังไงนายก็ได้ขับแน่ๆอยู่แล้วล่ะน่า...ขากลับไงอย่าลืม นายคงไม่ทิ้งรถไว้ที่สนามบินแล้วขึ้นเครื่องกลับมาแทนหรอกนะ?"
 
       บรานิมีร์หัวเราะสาแก่ใจใส่'คู่แฝด'ของตนที่หน้าเจื่อนแล้วเข้าไปนั่งฝั่งข้างคนขับอย่างเถียงไม่ออก
 
[[Photo credit::http://www.tripadvisor.com]]
 
 
       เฟี้ยต 500L คันสีขาวรอให้ขบวนรถรางที่เป็นสัญลักษณ์ของโอซีเยควิ่งเคลื่อนผ่านจากด้านฝั่งโบสถ์ใหญ่เด่นตระหง่านที่สุดในเมืองแล้วจึงค่อยถอยหลังกลับลำวิ่งไปตามที่เจ้าถิ่นบอกทิศทางให้
 
       "ปีหน้านายจะมาอีกมั้ย? ถ้านายมา มาริทซ่าก็คงมาด้วยอีกละ"
 
 
        ทว่าผู้มีบาดแผลภายนอกจากสงครามเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนปัดมือไม่ต้องการผูกมัดตัวเอง "ไม่ละ...ชั้นว่าปีหน้าลองเอาวินโก้เข้าไปแทนเถอะ อยากรู้จริงว่าจะเกิดอะไรขึ้น....."
 
 
 
 
 
       "เห้ยยยยยยยยยยยยยยยย!!!" 
 
 
       จิตวิญญาณวัยร่วมสองพันปีของเมืองวินคอฟซี่ร้องไม่เป็นภาษาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆขณะเดินผ่านทิวอาคารริมถนนก็กลับถูกแมวดำตัวโตร่วงลงมาใส่หลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
 
       "โอ้ย ขอโทษนะคุณ!! หลานฉันอุ้มอยู่ดีๆไม่คิดว่าจะปล่อยลงไป!!!" ป้าร่างท้วมตะโกนลงมาจากจากชั้นสามของตึกที่สองจิตวิญญาณเมืองเพิ่งจะเดินผ่าน เมื่อมองย้อนขึ้นก็เห็นเด็กผู้ชายวัยไม่น่าเกิน 4-5 ขวบยืนอยู่ข้างระเบียง ทำหน้าไม่ประสีประสาไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปเพราะอยากเห็นว่าจะเป็นยังไงเป็นเรื่องผิด
 
 
       "ตกใจหมด...แล้วทำไมต้องเป็นแมวดำด้วยนะ? ลางร้ายชัดๆ" การบ่นปอดแปดนั้นทำให้จาโคโว่ซึ่งเล็มไอศครีมโคนสู้กับอากาศอันร้อนขึ้นทุกขณะมองอดีตทหารผ่านศึกประสบการณ์แก่กล้ากว่าด้วยสายตา...สมเพช
 
       "อายุปูนนี้แล้วยังเชื่อเรื่องแมวดำอีก?" แน่นอนเมืองที่คลุกคลีอยู่กับศาสนาตลอดย่อมไม่เชื่อเรื่องโชคลางอะไรแบบนี้หรอก "หัดเข้าโบสถ์ให้บ่อยกว่านี้ได้แล้วละลุ้งงงงงงง"
 
 
 
 
 
-:==:::===== Posjet / Посета - FIN =====:::==:-
 
 
 
 
       ....เรื่องแผนการรบ(?)เมื่อช่วงครึ่งหลังของปี 1991 - 1992 ก็ตามรูปนี้เลยครับ //จิ้มลิงค์ดูรูปใหญ่เห็นได้ชัด
 
       อย่างที่เห็นคือ ตรงใกล้โอซีเยคจะมีหน่วยที่มีเลขกำกับว่า 12 แล้วตามด้วยคำว่า โนวี่ ซาด นั่นละครับที่พูดถึงกันว่าโนวี่ ซาดมาเล่นงานเมืองโครแอทแถวนี้
 
       พอดีในแผนที่ตัดจาโคโว่ตกไป จาโคโว่จะอยู่เลยทางซ้ายเข้ามาอีก แต่ก็คงพอเห็นว่าที่บอกว่าโอซีเยคกับวินคอฟซี่กันฝั่งเซิร์บอยู่จนจาโคโว่รอดไปได้น่ะ ระยะห่างขนาดไหน